ตัวกรองน้ำตู้ปลา

ตัวกรองทำหน้าที่สำคัญสองอย่าง อย่างแรกคือ ช่วยให้น้ำตู้ปลาใส ดูสวยงาม

อย่างที่สอง คือ ทำหน้าที่เติมอ๊อกซิเจนให้กับน้ำในตู้ปลา

ปลาสวยงามส่วนใหญ่ต้องให้อ๊อกซิเจนเท่านั้นถึงจะอยู่รอดในตู้ปลาได้ ปลาสวยงามบางชนิดอาจจะอยู่รอดได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ออกซิเจนถ้าตู้ปลาไม่แออัดเกินไป แต่ถึงกระนั้น ก็ควรเติมออกซิเจนให้พวกมันจะดีกว่า การติดตั้งตัวกรองนั้น ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายมากเลย คนที่ไม่เคยเลี้ยงปลาอาจจะคิดว่าคงเสียค่าไฟมาก แต่ที่จริงแล้ว ตัวกรองส่วนใหญ่กินไฟน้อยมากๆ ครับ

ถ้าอยากรู้ว่าตัวกรองกินไฟเดือนละประมาณกี่บาท ให้ดูที่ข้างกล่องว่ากินไฟกี่วัตต์ แล้วคูณด้วย 2.75 เช่น ถ้าตัวกรองกินไฟ 5W แต่ละเดือนจะเสียค่่าไฟ “สูงสุด” ไม่เกิน 5×2.75 = 13.75 บาท เท่านั้น ทั้งที่เราเปิดมันทิ้งไว้ตลอดเวลา จะเห็นได้ว่า ค่าไฟมันไม่ได้มากอย่างที่คิด และตัวกรองส่วนใหญ่ก็มีราคาไม่แพงด้วย

ตัวกรองนั้นมีให้เลือกใช้หลายรูปแบบ ตัวกรองแบบโบราณที่สุดคือ ตัวกรองพื้นตู้ ตัวกรองแบบนี้สมัยนี้หลายคนถือว่าเชยไปแล้ว ไม่ควรเลือกใช้อีกต่อไป เนื่องจากสิ่งสกปรกจะยังคงหมักหมมอยู่ที่พื้นตู้ในภายในตู้อยู่ดี ทำความสะอาดก็ยากด้วย

ตัวกรองแบบถัดมาคือ กรองฟองน้ำ อันนี้ก็ดีขึ้นมาหน่อย สามารถเลือกใช้ได้ แต่อย่างว่าแหละ ตัวกรองมันวางอยู่ในตู้ ฉะนั้น สิ่งสกปรกก็ยังคงอยู่ในตู้ แม้ว่าจะทำความสะอาดได้ง่ายกว่าตัวกรองพื้นตู้แล้วก็ตาม

กรองแขวน
กรองแขวน

ตัวกรองแบบที่น่าใช้คือ กรองแขวน ข้อดีของมันคือ สิ่งสกปรกจะถูกเก็บไว้นอกตู้ และการที่มันไม่ได้วางอยู่ภายในตู้ ทำให้โอกาสที่จะเกิดไฟรั่วมีน้อยกว่ามาก จึงทั้งปลอดภัยกว่า และสะอาดกว่า

นอกจาก กรองแขวน แล้วก็ยังมีกรองนอกตู้แบบอื่นๆ อีก แต่ราคาจะเริ่มแพง สำหรับมือใหม่อาจจะยังไม่จำเป็นครับ

กรองทั้งหลายที่เล่ามามันจะมีคุณสมบัติในการกรองแบบกายภาพ คือ ช่วยกรองเศษผง ฝุ่นละออง ต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งไม่พึงประสงค์ในตู้ปลานั้น ไม่ได้มีแต่ เศษผง ฝุ่นละออง เท่านัน แต่ยังมีสารพิษต่างๆ อีก ซึ่งตตัวกรองแบบเบสิกธรรมดาพวกนี้จะกรองไม่ได้ หรือกรองได้อย่างจำกัดมาก (ไม่เพียงพอแน่นอน) การกรองสารพิษ หรือที่เรียกว่า การกรองทางชีวภาพนั้น จะกล่าวถึงในโอกาสต่อไปว่าต้องทำยังไง

ตัวกรองที่ใช้ควรมีขนาดเหมาะสมกับตู้ คือ ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป เพราะถ้าเล็กเกินไป จะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ แต่ถ้าใหญ่เกินไป ก็อาจจะสร้างแรงกระเพื่อมในน้ำมากเกินไป จนทำให้ปลาอยู่ได้ลำบากได้

ตัวกรองที่เหมาะสมควรจะหมุนเวียนน้ำทั้งหมดในตู้ปลาได้ประมาณ 5 รอบต่อชั่วโมง ขนาดของตัวกรองมีหน่วยเป็น ลิตรต่อชั่วโมง (L/hr) ตัวอย่างเช่น ตู้ปลาที่มีน้ำ 40 ลิตร  ก็ควรใช้ตัวกรองขนาด 200 L/hr เพราะจะสามารถหมุนเวียนน้ำทั้งหมดในตู้ได้ 5 รอบต่อชั่วโมงพอดี

นอกจากตัวกรองที่ใช้งานปกติแล้ว อาจมีปั้มลมที่ใช้ถ่านไฟฉายไว้สำรองเผื่อเวลาไฟฟ้าดับด้วย ปั้มลมควรมีขนาดอย่างน้อย 0.5 L/min ต่อน้ำตู้ปลา 40 ลิตร เพราะเมื่อไฟฟ้าดับ ปลาจะเริ่มขาดออกซิเจน และอาจตายได้ภายในเวลาแค่ 3-4 ชม.เท่านั้น (ยิ่งตู้ปลาแน่นยิ่งตายเร็ว) ปั้มลมแบบใช้ถ่านไฟฉายจะทำงานได้ติดต่อกันราว 8-10 ชั่วโมง

เลือกตู้ปลา

เวลาจะเริ่มต้นเลี้ยงปลาสวยงาม อุปกรณ์อย่างแรกที่ต้องซื้อเลยน่าจะได้แก่ตู้ปลานะครับ

ขนาดตู้ปลาเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ที่แนะนำ คือ แบบกว้าง 24 นิ้ว เพราะเป็นขนาดมาตรฐาน ทำให้หาอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ง่ายที่สุด และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตู้ปลายิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี เพราะตู้ที่เล็กเกินไปจะทำให้ค่าต่างๆ ของน้ำในตู้ปลาเสถียรได้ยาก หากเป็นขนาดที่ใหญ่กว่า 24 นิ้วได้ก็ยิ่งดี แต่ว่าน้ำหนักของน้ำจะเริ่มมาก ไม่เหมาะกับมือสมัครเล่น

ถ้าหากรู้สึกว่า 24″ ยังใหญ่เกินไปสำหรับบ้านของคุณ อาจเลือกเป็นขนาด 20″ หรือ 18″ ก็ยังได้ แต่ไม่แนะนำตู้ที่ขนาดเล็กกว่า 18″ แล้ว สรุปก็คือ 24 นิ้วหรือใหญ่ที่สุดเท่าที่ห้องของคุณจะรับได้

ลองคิดดูนะครับว่า ปลาของเราต้องถ่ายของเสียออกมาทุกวัน ถ้าเราเลี้ยงปลาให้โถ มันฉี่ออกมาแต่ละครั้ง ความเข้มข้นของสารพิษในน้ำจะสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากน้ำทั้งหมดมีปริมาณน้อย แต่ยิ่งใช้ตู้ขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไร สารพิษที่ปลาปล่อยออกมาแต่ละครั้งก็จะยิ่งเจือจางมากเท่านั้น ทำให้ปลาสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่านั่นเอง สิ่งแวดล้อมในตู้ปลานั้นยังไงก็แตกต่างจากแหล่งน้ำในธรรมชาติที่ปลาอยู่ เพราะแหล่งน้ำธรรมชาติมีการหมุนเวียนของน้ำมากกว่า

ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงปลาตู้เล็กๆ จริงๆ เช่น ตู้ปลานาโน อยากให้เลี้ยงปลาขนาดจิ๋วๆ เท่านั้น หรือถ้าเป็นปลาขนาดเล็ก ก็ควรเลี้ยงเพียงแค่ 2-3 ตัวเท่านั้น เพื่อไม่ให้ปลาอึดอัด

ส่วนช่วงยาวและช่วงลึกของตู้ปลานั้น ไม่สำคัญเท่าไร ยกเว้น ปลาที่เจริญเติบโตตามแนวตั้งด้วย เช่น ปลาเทวดา แต่ช่วงกว้างของตู้ปลานั้น ควรมีความกว้างอย่างน้อยที่สุดเกิน 4 เท่าของขนาดความกว้างของชนิดของปลาที่เราจะเลี้ยง เพื่อให้มันมีที่สำหรับว่ายได้สะดวกนั่นเอง

ชนิดของปลาที่เราต้องการจะเลี้ยง ต้องสัมพันธ์กับปริมาตรของตู้ปลาที่เราซื้อด้วย สูตรอย่างง่ายก็คือ ปลายาว 1 ซม. ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 1 ลิตร ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการเลี้ยงปลาหางนกยูง ซึ่งมีความยาวลำตัวประมาณ 3 ซม. จำนวน 10 ตัว ก็ควรใช้ตู้ปลาที่มีปริมาตรอย่างน้อย 30 ลิตร เป็นต้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าตู้ปลาขนาด 18 นิ้ว มีสัดส่วน กxยxส คือ 45x27x30 ซม. หรือเท่ากับ 36.45 ลิตร (1 ลิตรเทากับ 1,000 ลบ.ซม.) ก็เลี้ยงปลาได้ 36 ซม. ถ้าปลาที่เราจะเลี้ยงหนึ่งตัวยาว 4 ซม.ก็เท่ากับเลี้ยงได้ 9 ตัว เป็นต้น

วัสดุที่ใช้ทำตู้ปลามีทั้งกระจก และอะคริลิก ข้อดีของตู้กระจกคือไม่เกิดรอบขีดข่วนง่าย แต่ข้อเสียคือน้ำหนักมากกว่า

สมัยนี้มีตู้ปลาแบบด้านข้างเป็นมุมโค้งไร้รอยต่อ ช่วยให้มองเห็นปลาได้มากขึ้น เพราะไม่มีกรอบด้านข้างมาบังทัศนียภาพ แต่ด้านล่างและด้านข้างของตู้ก็ยังมีรอยต่ออยู่ดีและใช้ซิลิโคนเป็นกาวประสานเสียด้วย จึงต้องระมัดระวังเรื่องซิลิโคนเสื่อมคุณภาพถ้าหากใช้งานไปนานๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดการรั่วซึมได้ อันที่จริงการรั่วซึมคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย สักปีสองปีค่อยมาตรวจสอบสักทีก็ได้ แต่ถ้าอยากมั่นใจสุดๆ ไปเลย ก็เลือกตู้แบบที่มีขอบโลหะด้วยจะมั่นใจมากกว่า

ประการสุดท้ายที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับการเลือกตู้ปลาคือ เราจะเอาตู้ปลามาตั้งไว้บนอะไร เพราะน้ำหนักของน้ำในตู้ปลานั้นไม่ใช่น้อย โดยน้ำหนึ่งลิตรจะหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องวางแผนให้ดีกว่าจะเลือกตั้งตู้ปลาไว้ตรงไหนของห้อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรเป็นบริเวณที่แสงแดดส่องไม่ถึงตรงๆ เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดตะไคร้น้ำในตู้ปลา และต้องเป็นบริเวณที่เสียบปลั้กไฟได้ง่าย แต่ถ้าเกิดการรั่วซึมแล้ว น้ำจะไม่เข้าปลั้กไฟ และถ้าจะดีที่สุดไม่ควรอยู่ใกล้แอร์ หรือกำแพงฝั่งที่โดนแสงแดดไม่ว่าตอนเช้าหรือบ่าย เพื่อให้การเปลี่ยนของอุณหภูมิระหว่างวันเกิดขึ้นน้อยที่สุดด้วย

มาเลี้ยงปลาสวยงามกันเถิด

การเลี้ยงปลาสวยงาม เป็นการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน เพราะสามารถเลี้ยงได้ในคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนท์ โดยไม่มีกฎห้ามเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น

การเลี้ยงปลาสวยงาม ยังเป็นทางเลือกของการพักผ่อนหย่อนใจที่ดีกับชีวิตคนเมือง เพราะเป็นงานอดิเรกที่ทำให้เราอยู่ติดบ้านได้ ไม่ต้องออกไปผจญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดและความแออัดในเมือง เพื่อหาความบันเทิง แต่เพียงอย่างเดียว การได้เห็นปลาที่เราเลี้ยงมากับมือแหวกว่ายไปมานั้น ทำให้เกิดความอิ่มอกอิ่มใจได้อย่างประหลาด อีกทั้งยังทำให้คนเมืองมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ทั้งสัตวเลี้ยงและต้นไม้น้ำ

ถ้าสนใจอยากเลี้ยงปลาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงน้องปลาให้อยู่รอดและอยู่แบบมีความสุขไปเลย อย่าให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนที่เลี้ยงสัตว์แต่ทรมานสัตว์เป็นอันขาด