[โน้ตย่อ] LAW3012 กฎหมายปกครอง

นิติกรรมทางปกครอง หมายถึง การกระทำโดยองค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง เพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฎแก่บุคคลหนึ่งว่าประสงค์จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับบุคคลนั้นโดยที่บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องยินยอม แบ่งออกเป็น คำสั่งทางปกครอง และ กฎ

ลักษณะสำคัญของนิติกรรมทางปกครองคือ ออกโดยองค์กรรัฐ แสดงเจตนาต่อบุคคลหนึ่ง ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ เป็นการแสดงออกมานอกองค์กร

การกระจายอำนาจ แบ่งออกเป็น ทางพื้นที่ กับ ทางบริการ ส่วนการกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง หรือการแบ่งอำนาจปกครอง คือการที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้ตัดสินใจในบางเรื่องแก่ตัวแทนที่รัฐส่งไปประจำ โดยที่ตัวแทนยังอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลางอยู่

บริการสาธารณะ ต้องเป็นบริการตามกฎหมายมหาชน เพื่อสนองความต้องการของประชาชน แบ่งออกเป็น ทางปกครอง ทางอุตสาหกรรม และทางสังคมวัฒนธรรม

พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539

มาตรา 5 มี นิยามของคำสั่งทางปกครอง

มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ต่อไปนี้ออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติสามชั้น (ทางเขยสะใภ้สองชั้น) ผู้แทนหรือเคยเป็นผู้แทน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง ของคู่กรณ๊ และมาตรา 16 รวมถึงกรณีที่มีเหตุอื่นใดที่ร้ายแรงทำให้บุคคลนั้นไม่ควรออกคำสั่งปกครองนั้นได้

มาตรา 30 คู่กรณีมีสิทธิโต้แย้งก่อน มาตรา 31 คู่กรณีมีสิทธิขอเอกสาร

มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองต้องมี ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระ มีข้อกฎหมายที่อ้างถึง และมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลยพินิจ

มาตรา 49 คำสั่งทางปกครอง ผู้ออกคำสั่งเพิกถอนเมื่อไรก็ได้

มาตรา 51 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนได้หมด แต่ให้ดู 52,53 ด้วย

มาตรา 52 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นการให้ประโยชน์ สุจริตไม่ต้องคืน ถ้ารู้หรือไม่สุจริตต้องคืน

มาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้ ถ้าเพิกถอนเพราะทุกอย่างเปลี่ยนไป เรียกค่าทดแทนได้ ถ้าเป็นการให้เงินให้มีผลย้อนหลังได้ด้วย

(สรุปว่า คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ใช่การให้เงิน เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้)

มาตรา 58 ออกคำสั่งแล้วไม่ทำตาม ทำเองแทนได้ เรียกค่าทำบวก 25% ต่อปี หรือค่าปรับวันละสองหมื่นได้

มาตรา 59 ก่อนใช้ 58 ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนก่อน โดยระบุให้ช้ดแจ้งพร้อมมาตราการปรับ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกค่าปรับมากขึ้นภายหลังได้

 

พรบ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาศาลปกครอง

มาตรา 3 หน่วยงานทางปกครอง คือ กระทรวง ทบวง กรม ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่ใช้อำนาจปกครอง

มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(๓) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
 มาตรา 42 จะฟ้องศาลปกครองได้ ต้องอุทธรณ์คำสั่งเสียก่อน

พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

มาตรา 36 คุณสมบัติของข้าราชการ

มาตรา 53 สอบบรรจุ

มาตรา 55 เหตุพิเศษ

มาตรา 85 ผิดวินัยร้ายแรง

มาตรา 91 วิธีพิจารณาความผิด

มาตรา 96 ลงโทษกรณีผิดวินัยไม่ร้ายแรง

มาตรา 97 ลงโทษกรณีผิดวินัยร้ายแรง

 

 

 

=========================

กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายมหาชนแบบเดียวกับรธน.แต่เน้นเรื่องวางระเบียบปกครองเป็นหลัก

ศาลปกครองเป็นระบบไต่สวน

เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชน เพราะถ้ามีคำสั่งปกครองก็บังคับเอกชนได้เลย ไม่ต้องขออำนาจศาลก่อน และทำได้ทันทีด้วย (ทำไปได้ก่อน + ทำได้ทันที)  จึงต้องมีศาลปกครองตรวจสอบฝ่ายปกครองอีกที

ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจได้เมื่อมีกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น

ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดีที่กฎหมายเล็กขัดต่อกฏหมายใหญ่ มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารเฉพาะที่เป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารในเรื่องการเมือง เช่น ไปฟ้องศาลปกครองเรื่องรัฐบาลยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล

คำสั่งฝ่ายปกครองอาจเป็น คำสั่งฝ่ายเดียว คำสั่งที่เป็นสัญญา กรณีละเมิด และกรณีอื่นๆ ก็ได้

องค์กรของรัฐฝ่ายปกครองอาจแบ่งได้เป็น กทม. พัทยา เทศบาล (นคร เมือง ตำบล) อบจ. อบต.

อำนาจฝ่ายบริหารแบ่งเป็นสองอย่าง 1. ควบคุมเอกชนเพื่อรักษาความสงบ 2.ให้บริการสาธารณะ

การควบคุมเอกชน แบ่งเป็นสามอย่าง

  1. อำนาจเหนือกิจกรรมเอกชน (ตำรวจทางปกครอง)
  2. อำนาจเหนือทรัพย์ของเอกชน เช่น เวรคืน ยามสงคราม
  3. อำนาจเหนือการเงินของเอกชน

บริการสาธารณะ (เสมอภาค ต่อเนื่อง พัฒนาอยู่เสมอ)

ผบ.มีอำนาจต่อลูกน้องคือ ยกเลิก เพิกถอน (ย้อนหลัง) แม้แต่ลูกน้องทำโดยชอบตามกม.แต่ผบ.ก็เพิกถอนได้ถ้าเห็นว่าดุลยพินิจของลูกน้องไม่เหมาะสม ผบ.ยังมีอำนาจควบคุมดูแลลูกน้องด้วย

หลักรวมอำนาจ ข้อดี คือ ใช้ทรัพยากรไปอย่างเสมอภาคทุกภาคส่วน แต่ส่วนท้องถิ่นต่างคนต่างทำ, ใช้ทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อนเพราะแบ่งกันใช้ได้, ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพได้ แต่ข้อเสียคือ ประสิทธิภาพอาจไม่ได้เพราะดูแลไม่ทั่วถึง ทรัพยากรต้องกระจายเกินไป ไม่เข้าใจความต้องการของท้องถิ่นจริง ส่วนข้อดีของการกระจายอำนาจคือ แก้ปัญหาได้เร็ว

ท้องถิ่นมีอิสระจะต้อง

  1. อิสระในการกำหนดนโยบายเอง
  2. อิสระในการบริหารงานบุคคล
  3. อิสระในทางการเงิน (เก็บภาษีเอง และนำไปใช้ได้เอง รวมทั้งนำเงินอุดหนุนจากส่วนกลางไปใช้ได้เอง)

อำนาจบังคับบัญชาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่อำนาจกำกับดูแลต้องมีกฎหมายรองรับ

อำนาจกำกับดูแลได้แก่

  1. authorize เช่น ธ.ออมสินจะปล่อยกู้ใครก็ได้ แต่ถ้าจะซื้อหุ้นต้องขออนุมัติจาก รมต.ก่อน
  2. ให้ความเห็นชอบ เช่น จะขึ้นค่าทางด่วนได้ ครม.ต้องเห็นชอบก่อน
  3. อำนาจในการดำเนินการแทน เช่น ถ้าท้องถิ่นทำบกพร่อง ส่วนกลางเข้ามาทำแทนเลย

การกระจายอำนาจมีสองแบก คือ ส่วนกลางให้อำนาจส่วนท้องถิ่น กับ จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ

องค์กรเฉพาะกิจทำได้สามรูปแบบ องค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ (รัฐถือหุ้น 50%) และ องค์กรมหาชน

รัฐวิสาหกิจมีสองแบบ จัดตั้งตามกม.เอกชน (ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น KTB) กับ จัดตั้งตามกฎหมายมหาชน ฟ้องศาลปกครองได้

องก์กรมหาชน จะไม่มุ่งหวังกำไร เช่น มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

สำนักนายก กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ ต้องจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล

จังหวัดจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล อำเภอจัดตั้งด้วยพกก.ไม่เป็นนิติบุคคล

อบจ.ไม่เป็นนิติบุคคล

เทศบาลเป็นนิติบุคคล จัดตั้งด้วยพกก. ผู้ว่าจว.กำกับเทศบาลนคร/เมือง นายอำเภอกำกับเทศบาลตำบล

กทม.และพัทยา เป็นนิติบุคคล กำกับโดยรมตมหาดไทย

ผู้ว่ากทม.บริหารกทม.อย่างเดียว แต่ผู้ว่าจังหวัดทั้งดูแลจังหวัดและกำกับเทศบาลจังหวัดด้วย

ฝ่ายปกครอง ตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครอง หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน ต่างๆ เป็นนิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองคือข้าราชการ รวมลูกจ้างของฝ่ายปกครองด้วย

รัฐบาลใช้อำนาจถ่วงดุล อาศัยอำนาจรธน. และพกก.เกี่ยวกับเรื่องต่างประเทศ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หรือพกก.ใดๆ ที่ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งปกครอง ก็ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น รับจำนำข้าว

นิติกรรมทางปกครอง คือ คำสั่งฝ่ายเดียวโดยเจ้าหน้าที่ เช่น ไฟจราจร ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อเอกชนที่จะต้องทำตาม หรือเปลี่ยนสิทธิไป ถ้ามีผลต่อหลายคนเรียกว่า กฎ เช่น กฎกระทรวง ถ้ามีผลต่อคนเดียว เรียกว่า คำสั่ง

สัญญาทางปกครอง คือ สองฝ่าย นิติเหตูทางปกครอง คือ เกิดฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ

พรบ.วิธิปฏิบัตราชการทางปกครอง

มาตรา 3 คำสั่งปกครองใดๆ ถ้าไม่มีกม.ให้อุทธรณ์คำสั่งได้ ก็ให้อุทรณ์ได้ตามมาตรานี้เสมอ และต้องแจ้งเหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อสนับสนุนก่อนเสมอ ถ้าไม่อุทรณ์ก่อนจะฟ้องศาลปกครองไม่ได้

ผู้ออกคำสั่งปกครองอาจะเป็นเอกชนก็ได้ หากอาศัยกฎหมายในการออกคำสั่ง เช่น สภาทนายความ

การพิจารณาคำสั่ง หมายถึง ขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะออกคำสั่ง

มาตรา 5 คู่กรณีกับฝ่ายปกครองในการอุทธรณ์คำสั่งอาจเป็น ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา 22 คู่กรณีไม่ต้องบรรลุนิติภาวะก็ได้

มาตรา 23 คู่กรณีมีสิทธินำที่ปรึกษาหรือทนายมาร่วมให้ปากคำได้ เช่น ข้าราชการที่ถูกสอบสวนทางวินัย เอาทนายมาช่วยแก้ต่างได้

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดจะเป็นผู้ออกคำสั่งปกครองไม่ได้

คู่กรณีมีสิทธิตั้งตัวแทน ถ้าหากเกิน 50 คน แต่งตั้งตัวแทนที่เป็นบุคคลธรรมดาได้สามวิธีตามมาตรา 24, 25

เจ้าหน้ามี่ต้องให้เอกสารที่คู่กรณีร้องขอ แต่ถ้าคำสั่งยังไม่ออกจะขอไม่ได้ หรือถ้ามีข้อโต้แย้ง เช่น เป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเป็นความลับทางราชการ ให้ส่งไปให้ … เป็นผู้ชี้ขาด

มาตรา 30 เป็นหลักให้ความเป็นธรรม คำสั่งปกครองใดๆ จะบังคับได้ต้องให้โอกาสได้โต้แย้งก่อน

==============================

จากข้อสอบเก่า

ข้าราชการพลเรือนต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือทำงานในพรรคการเมือง แต่เป็นสมาชิกพรรคได้ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

บริการสาธารณะ ต้องเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับมหาชน อาจเป็นทางปกครอง ทางพาณิชย์อุตสาหกรรม หรือสังคมและวัฒนธรรมก็ได้

อายุความฟ้องศาลปกครองคือ 90 วันนับแต่รู้ แต่ถ้าเลยแล้วแต่ศาลเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็รับคดีไว้ได้

การออกคำสั่งทางปกครอง ต้องแจงเหตุผล กฎหมายอ้างอิง และเหตุผลที่มาสนับสนุนดุลยพินิจไว้ด้วย มิฉะนั้นไม่ชอบด้วยกม.

การแต่งตั้งข้าราชการต้องสอบบรรจุ ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น เป็นนักเรียนทุนก็ต้องมาใช้ทุนอยู่แล้ว

การกระจายอำนาจปกครองมีสองแบบ กระจายตามอาณาเขต และกระจายตามกิจการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติ (ผู้สืบสันดาน หรือบุพการี สามชั้น หรือสองชั้นสำหรับการแต่งงาน) ผู้แทนโดยชอบธรรม เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง และกรณีอื่นใดๆ ที่อาจทำให้ไม่เป็นกลาง ห้ามมิให้เป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น

ความผิดอาญาที่มิใช่ประมาทหรือลหุโทษจะทำให้ผิดวินัยร้ายแรงด้วย

ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่สอบสวนว่ามีมูลหรือไม่ โดยอาจสอบเองหรือตั้งกรรมการ ถ้าร้ายแรงต้องให้กพค.พิจารณา ส่วนการลงโทษคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน แต่การปลดออก หรือไล่ออก ต้องเป็นผิดวินัยร้ายแรงเท่านั้น

ถ้าผู้ออกคำสั่งเป็นตำแหน่งสูงสุด ไม่ต้องอุทธรณ์ไปยังผู้ออกคำสั่งก่อน แต่ฟ้องศาลปกครองได้เลย เช่น รัฐมนตรี หรือผู้ว่าราชการ หรือแพทยสภา

ข้าราชการพลเรื่อนที่ทิ้งงานเกินสิบห้าวัน ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง หยุดงานประท้วงอย่างเอกชนไม่ได้

การอุทธรณ์คำสั่งปกครองต้องทำให้สิบห้าวันหลังรู้ ผู้ออกคำสั่งต้องตอบใน 30 วัน หรือเลื่อนไปได้อีก 30 วัน

มาตรา 30 ผู้ออกคำสั่งปกครองต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทบสิทธิโต้แย้ง

หลักกระจายอำนาจ ต้องมีกิจการเอง มีการเลือกตั้ง มีอิสระในการดำเนินงาน เป็นแค่กำกับเท่านั้น

ความผิดวินัยร้ายแรง ได้แก่ ละทิ้ง ละเว้น ทำ ให้ผู้อื่น หรือราชการ เสียหายร้ายแรง ทิ้งงานเกิน 15 วันโดยจงใจ ประพฤติชั่วร้ายแรง ข่มเหงประชาชนร้ายแรง ติดคุก (เว้นประมาท ลหุโทษ)

โทษทางวินัย ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก

การย้ายข้าราชการไปตำแหน่งลดลง ผู้นั้นต้องยินยอม

 

[โน้ตย่อ] LAW3009 มรดก

1546 บุตรที่เกิดกับหญิงให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น

1599 เมื่อบุคคลตาย ทรัพย์ย่อมตกแก่ทายาท

1600 กองมรดกของผู้ตาย คือ ทรัพย์สินของผู้ตาย ตลอดจน สิทธิ หน้าที่ ความรับผิด ต่างๆ เว้นแต่โดยกม.หรือโดยสภาพ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

1605 ทายาทใด ยักย้ายหรือปิดบัง ทรัพย์ ย่อมถูกกำจัด …

1606 ถูกกำจัดเพราะเป็นผู้ไม่สมควร 5 กรณี

1608 ตัดทายาท”โดยธรรม”มิให้รับมรดก ต้องทำเป็นพินัยกรรมหรือหนังสือมอบไว้แก่พนักงาน

1609 ตัดด้วยพินัยกรรมต้องถอนโดยพินัยกรรมเท่านั้น ตัดด้วยหนังสือจะถอนด้วยพินัยกรรมหรือหนังสือก็ได

1612 สละมรดกต้องเป็นทำหนังสือบมอบไว้แก่พนักงาน หรือทำสัญญาประนีประนอม

1627 บุตรนอกกม.ที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานด้วย

1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับ

1633 ทายาทลำดับชั้นเดียวกัน ได้เท่ากัน ถ้ามีคนเดียวได้ไปทั้งหมด

1635 การแบ่งมรดกระหว่างคู่สมรสกับทายาทโดยธรรมอื่นๆ

1639 ผู้สืบสันดานของทายาทลำดับชั้น 1,3,4,6 รับมรดกแทนที่ได้เป็นทอดๆ

1643 ผู้บุพการีรับมรดกแทนที่ไม่ได้

ผุ้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ใช้ในกรณีที่ ทายาทตายก่อนเจ้ามรดก ทายาทถูกกำจัด ทายาทสละมรดก แต่ไม่ใช่กับกรณีถูกตัด

แต่ถ้าลูกตัดหลาน แต่พ่อตายหลังลูก หลานก็ยังมีสิทธิได้มรดกของพ่อแทนที่ลูกอยู่

ผู้รับมรดกแทนที่จะต้องมีชีวิตอยู่และต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงเท่านั้น ลูกบุญธรรมของลูกจึงรับมรดกแทนที่ไม่ได้

ห้ามผู้สืบสันดานของปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาพ่อแม่หรือผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้รับมรดกแทนที่ แต่ไม่ห้ามผู้สืบสันดานของลุงป้าน้าอาหรือลูกบุญธรรมสืบมรดกแทนที่

ห้ามผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานของลุงป้าน้าอาพ่อแม่สืบมรดกแทนที่อีกทอดหนึ่ง

[โน้ตย่อ] วิอาญา 2

ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด ยกฟ้องเท่านั้น ฟ้องใหม่ก็ไม่ได้

ฟ้องไม่มีเวลาสถานที่ ศาลและโจทก์แก้ไขได้ แต่ถ้าหลุดไปต้องยกฟ้อง ฟ้องใหม่ไม่ได้

ฟ้องเวลาสถานที่ไม่ตรง ศาลและโจทก์แก้ไขได้ ถ้าหลุดไป เป็นฟ้องเคลือบคลุม ยกฟ้อง แต่ฟ้องใหม่ได้

ฟ้องขาดรายละเอียดที่ทำให้จำเลยเข้าใจฟ้องได้ ก็เป็นฟ้องเคลือบคลุม

ในตอนพิจารณา ให้ศาลอ่านคำฟ้องและถามคำให้การจำเลย ช่วงนี้จำเลยยังไม่มีทนายก็ได้ แต่จำเลยต้องอยู่ในศาลเสมอ หลังจากขั้นตอนนี้ จำเลยถึงจะมีสิทธิอยู่นอกศาลได้ ตาม 172 ทวิ

 

มาตรา 192

วรรคแรก บททั่วไป ห้ามพิพากษาเกินคำขอ หรือไม่อยู่ในฟ้อง

วรรคสองและสาม บททั่วไป ถ้าสืบแล้วไม่ตรงกับฟ้อง ให้ยกฟ้อง ยกเว้น 1) ข้อแตกต่างไม่เป็นสาระสำคัญ 2) ข้อแตกต่างเป็นรายละเอียด เช่น เวลา 3) ต่างกันในข้อหาต่อไปนี้ ลัก กรร รีด ฉ้อ โกง ยัก โจร ทำให้เสียทรัพย์ 4) เจตนา vs ประมาท หากเข้าข้อยกเว้นเหล่านี้ให้ถือว่า ไม่ได้เกินคำขอ และไม่ให้ถือว่าไม่ได้อยู่ในฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ให้ลงโทษเกินอัตราโทษของมาตราที่เป็นคำขอของโจทก์ (ในข้อ 3 ต้องลงโทษเฉพาะบทที่ overlapsed)

วรรคสี่ ถ้าสืบแล้วไม่ตรงกับ คำขอ หรือคำฟ้องโจทก์เลย ห้ามลงโทษในข้อเท็จจริงที่สืบได้นั้น

วรรคห้า โจทก์อ้างผิดมาตรา แต่สืบแล้วตรงกับฟ้อง ลงโทษได้เต็มฐานมาตราที่ถูกต้อง

วรรคหก ความผิดที่มีหลายความผิดอยู่ในตัว ถ้าสืบได้ว่าผิดแค่ไหน จะลงโทษอันที่สืบได้นั้นก็ได้

สืบได้ความผิดใหม่ๆ ที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามลงโทษ

ถ้าโจทก์แค่อ้างผิดมาตรา ให้ลงโทษได้เต็มฐานที่ความผิดที่สืบได้เลย

 

ถ้า 158(5) กับ 158(6) กับ สืบ ตรงกันหมด ลงโทษได้ตามโจทก์ขอเลย

ถ้า สืบได้ต่างจาก 158(5) อย่างมีนัยสำคัญ ให้ยกฟ้อง

ถ้า สืบได้ต่างจาก 158(5) แต่ไม่มีนัยสำคัญ ให้ลงโทษตามสืบ แต่ไม่เกิน 158(6)

ถ้า ทั้งสืบและทั้ง 158(5) ล้วนไม่ตรงกับ 158(6) ห้ามลงโทษในข้อเท็จจริงนั้นๆ

ถ้า สืบกับ 158(5) ตรงกัน แต่อ้าง 158(6) ผิดมาตรา ให้ลงโทษตามสืบเกินคำขอได้เลย

 

 

ข้อห้ามอุทธรณ์

คดีที่มี “อัตราโทษ” อย่างสูง ไม่เกิน 3 ปี หรือ 60,000 บาท แต่จำเลยอุทธรณ์ได้หาก จำเลยโดนตัดสินจำคุก กักขังแทนจำคุก รอลงอาญา ถูกปรับเกินพันบาท

ศาลอุทธรณ์ห้ามเพิ่มโทษจำเลยหากจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ ยกเว้นโจทก์ก็อุทธรณ์และขอให้เพิ่มโทษไว้ด้วย

คำสั่งที่ไม่ทำให้คดีเสร็จ จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีนั้นด้วยถึงจะอุทธรณ์คำสั่งที่ว่านั้นได้

 

ข้อห้ามฏีกา

คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือแก้เล็กน้อยและจำเลยโดนไม่เกิน 5 ปี ห้ามทั้งสองฝ่ายฏีกาปัญหาข้อเท็จจริง

คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือแก้เล็กน้อยและจำเลยโดนเกิน 5 ปี ห้ามโจทก์ฏีกาข้อเท็จจริง

คดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยไม่ถึง 2 ปีหรือ 40,000 บาท ห้ามฏีกาข้อเท็จจริง เว้นแต่ศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก “และ” เพิ่มโทษจำเลย อนุญาตให้จำเลยฏีกาได้

คดีที่ศาลชั้นต้นกักขังแทนจำคุก หรือกักขังแทนค่าปรับ หรือกักขังเกี่ยวกับการริบทรัพย์ ถ้าศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้พิพากษากลับ ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง

คำสั่งเรื่องมาตราการชั่วคราวอย่างเดียว

คดีที่สองศาลยกฟ้อง

ห้ามอุทธรณ์และฏีกา คำไต่สวนว่าคดีมีมูล

ในคดีที่ราษฏรเป็นโจทก์ ถ้าศาลยังไม่ได้รับฟ้อง ผู้ถูกฟ้องจะอุทธรณ์หรือฏีกาใดๆ ไม่ได้เลย เพราะยังไม่ถือว่าเป็นจำเลย

==========================

วิอาญา 2 เริ่มจากยืนฟ้องศาลจนถึงก่อนบังคับคดี

ให้ฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจเท่านั้น (157) คือดูเขตอำนาจตาม ม. 22, 24 บวกกับ อำนาจศาลตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พรบ.ศาลแขวง และพรบ.ศาลชำนัญพิเศษอื่นๆ

คำฟ้องอาญามีแบบ (158) ถ้าขาดองค์ประกอบความผิด ให้ยกฟ้องห้ามฟ้องอีก ถ้าขาดเวลาสถานที่ ศาลสั่งให้ไปแก้ฟ้องได้ ถ้าแก้ให้ไม่ได้ ยกฟ้อง ฟ้องอีกไม่ได้ ถ้าฟ้องเคลือบคลุม ศาลหรือโจทก์แก้ไขได้ ถ้ายกฟ้องก็ฟ้องใหม่ได้

คำฟ้องบกพร่องตาม 158(5) ถือเป็นปัญหาความสงบ ศาลจึงยกได้ (ต่างกับแพ่งเฉพาะกรณีฟ้องเคลือบคลุมทางแพ่งไม่ใช่ปัญหาความสงบ)

ถ้าจำเลยหลงต่อสู้เรื่องเวลาและสถานที่ไปแล้ว โจทก์จะขอแก้ไขเวลาสถานที่ไม่ได้ เพราะจำเลยจะเสียเปรียบ

ฟ้องเคลือบคลุมคือขาดบุคคลสิ่งของที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้

พบภายหลังรับฟ้องว่าขาดองค์ประกอบความผิด ศาลหรือโจทก์ก็แก้ไขมิได้

ศาลเป็นผู้ตรวจคำฟ้อง มีทางเลือกแค่สามอย่างคือ ให้แก้ฟ้อง ยกฟ้อง หรือประทับฟ้อง (161) เลยชั้นนี้ไปแล้วศาลจะแก้ฟ้องไม่ได้อีก

โจทก์ขอแก้ฟ้องได้เสมอก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น (163+164) แต่ศาลต้องไม่อนุญาตถ้าทำให้จำเลยเสียเปรียบ [158(5) เท่านั้นที่จำเลยจะเสียเปรียบได้] จำเลยก็ขอแก้คำให้การได้เช่นกัน

ถ้าตรวจคำฟ้องแล้วถูกต้องให้ประทับฟ้อง (162) ราษฏรเป็นโจทก์ต้องไต่สวนมูลฟ้องเสมอ ยกเว้นอัยการฟ้องมาในข้อหาเหมือนกัน แต่ถ้าอัยภารฟ้อง จะไต่สวนหรือไม่ก็ได้

ถ้าจำเลยสารภาพในขั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็ยังพิพากษาไม่ได้

การไต่สวนมูลฟ้อง (169) ถ้าอัยการเป็นโจทก์ ต้องพาจำเลยมาศาล ให้ศาลอ่านคำฟ้องและถามคำให้การจำเลยต่อหน้า แต่ห้ามจำเลยนำพยานมาสืบ แต่ถ้าราษฏรเป็นโจทก์ ผู้ถูกล่าวหายังไม่ใช่จำเลย ไม่ต้องมาศาลก็ได้ และห้ามศาลถามคำให้การจำเลย

(166) ถ้าอัยการขาดนัดไต่ส่วนมูลฟ้อง ให้ยกฟ้อง และห้ามทั้งราษฏรและอัยการฟ้องซ้ำอีก แต่ถ้าราษฏรเป็นโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ให้ยกฟ้อง และห้ามฟ้องซ้ำหากเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

(172) ในชั้นพิจารณา ต้องทำต่อหน้าจำเลย ให้ศาลอ่านคำฟ้องและถามคำให้การจำเลย ถ้าจำเลยไม่พูดแปลว่าปฏิเสธ ถ้ามีโทษจำคุกต้องถามจำเลยว่าต้องการทนายหรือไม่ ถ้าจำเลยสารภาพในชั้นพิจารณาและมี”อัตรา”โทษ”อย่างสูง”เกินห้าปี ห้ามพิพากษาก่อนที่จะได้ถามพยานโจทก์จนพอใจแล้ว

(173/2) ศาลอาจนัดตรวจพยานก่อนก็ได้ คือ ถามคู่ความให้รับรองหลักฐานวัตถุและเอกสารของคู่ความอีกฝ่ายก่อนนัดพิจารณาจริง

โจทก์ขาดนัดพิจารณา (ไม่นำพยานเข้าสืบ) ให้ยกฟ้อง ขาดนัดตรวจพยานก็ให้ยกฟ้องเช่นกัน (181)

แต่ถ้าโจทก์ขาดนัดสืบพยาน”จำเลย” ห้ามยกฟ้อง แต่ให้ตัดสิทธิโจทก์ซักค้านพยานจำเลย

==============

ตัวเลข

อุทธรณ์ ฏีกา ภายใน หนึ่งเดือน หลังมีคำพิพากษา

คัดค้านคำสั่งห้ามอุทธรณ์หรือฏีกาของศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน

จำเลยจะไม่อยู่ในขั้นพิจารณาได้ต้องมีโทษ”อย่างสูง”ไม่เกิน 10 ปี มีทนาย และศาลอนุญาต

ศาลต้องแจ้งนัดวันตรวจพยานล่วงหน้า 14 วัน คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน หลังตรวจพยานแล้ว ศาลต้องแจ้งนัดวันสืบพยานล่วงหน้า 7 วัน

ศาลต้องอ่านคำพิพากษาใน 3 วันหลังสืบพยานเสร็จ ถ้าออกหมายจับจำเลยแล้วไม่ได้ตัวมาใน 1 เดือนให้อ่านลับหลังจำเลยได้

ศาลต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายใน 15 วันเมื่อได้รับ

คดีที่มีโทษอย่างต่ำ 5 ปี จำเลยสารภาพก็ยังต้องสืบพยานโจทก์

ดดีอัตราโทษ”อย่างสูง” ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่น ห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จำเลยโดนจำคุก จำเลยอุทธรณ์ได้

ศาลอุทธรณ์จำคุกไม่เกิน 5 ปี และพิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ถ้าเกินห้าปีห้ามแต่โจทก์

ศาลชั้นต้นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่น หรือทั้งสองอย่าง และศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เกินนี้ ห้ามฏีกา ยกเว้น เพิ่มโทษ และแก้ไขมาก ให้จำเลยฏีกาได้

158 คำฟ้อง // 161 ศาลแก้ฟ้อง // 163+164 โจทก์แก้ฟ้อง // 172 ทวิ สืบลับหลังจำเลย // 173 ถามทนาย // 176 จำเลยสารภาพ// 192 พิพากษา