[โน้ตย่อ] LAW3012 กฎหมายปกครอง

นิติกรรมทางปกครอง หมายถึง การกระทำโดยองค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง เพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฎแก่บุคคลหนึ่งว่าประสงค์จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับบุคคลนั้นโดยที่บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องยินยอม แบ่งออกเป็น คำสั่งทางปกครอง และ กฎ

ลักษณะสำคัญของนิติกรรมทางปกครองคือ ออกโดยองค์กรรัฐ แสดงเจตนาต่อบุคคลหนึ่ง ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ เป็นการแสดงออกมานอกองค์กร

การกระจายอำนาจ แบ่งออกเป็น ทางพื้นที่ กับ ทางบริการ ส่วนการกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง หรือการแบ่งอำนาจปกครอง คือการที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้ตัดสินใจในบางเรื่องแก่ตัวแทนที่รัฐส่งไปประจำ โดยที่ตัวแทนยังอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลางอยู่

บริการสาธารณะ ต้องเป็นบริการตามกฎหมายมหาชน เพื่อสนองความต้องการของประชาชน แบ่งออกเป็น ทางปกครอง ทางอุตสาหกรรม และทางสังคมวัฒนธรรม

พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539

มาตรา 5 มี นิยามของคำสั่งทางปกครอง

มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ต่อไปนี้ออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติสามชั้น (ทางเขยสะใภ้สองชั้น) ผู้แทนหรือเคยเป็นผู้แทน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง ของคู่กรณ๊ และมาตรา 16 รวมถึงกรณีที่มีเหตุอื่นใดที่ร้ายแรงทำให้บุคคลนั้นไม่ควรออกคำสั่งปกครองนั้นได้

มาตรา 30 คู่กรณีมีสิทธิโต้แย้งก่อน มาตรา 31 คู่กรณีมีสิทธิขอเอกสาร

มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองต้องมี ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระ มีข้อกฎหมายที่อ้างถึง และมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลยพินิจ

มาตรา 49 คำสั่งทางปกครอง ผู้ออกคำสั่งเพิกถอนเมื่อไรก็ได้

มาตรา 51 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนได้หมด แต่ให้ดู 52,53 ด้วย

มาตรา 52 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นการให้ประโยชน์ สุจริตไม่ต้องคืน ถ้ารู้หรือไม่สุจริตต้องคืน

มาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้ ถ้าเพิกถอนเพราะทุกอย่างเปลี่ยนไป เรียกค่าทดแทนได้ ถ้าเป็นการให้เงินให้มีผลย้อนหลังได้ด้วย

(สรุปว่า คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ใช่การให้เงิน เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้)

มาตรา 58 ออกคำสั่งแล้วไม่ทำตาม ทำเองแทนได้ เรียกค่าทำบวก 25% ต่อปี หรือค่าปรับวันละสองหมื่นได้

มาตรา 59 ก่อนใช้ 58 ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนก่อน โดยระบุให้ช้ดแจ้งพร้อมมาตราการปรับ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกค่าปรับมากขึ้นภายหลังได้

 

พรบ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาศาลปกครอง

มาตรา 3 หน่วยงานทางปกครอง คือ กระทรวง ทบวง กรม ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่ใช้อำนาจปกครอง

มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(๓) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
 มาตรา 42 จะฟ้องศาลปกครองได้ ต้องอุทธรณ์คำสั่งเสียก่อน

พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

มาตรา 36 คุณสมบัติของข้าราชการ

มาตรา 53 สอบบรรจุ

มาตรา 55 เหตุพิเศษ

มาตรา 85 ผิดวินัยร้ายแรง

มาตรา 91 วิธีพิจารณาความผิด

มาตรา 96 ลงโทษกรณีผิดวินัยไม่ร้ายแรง

มาตรา 97 ลงโทษกรณีผิดวินัยร้ายแรง

 

 

 

=========================

กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายมหาชนแบบเดียวกับรธน.แต่เน้นเรื่องวางระเบียบปกครองเป็นหลัก

ศาลปกครองเป็นระบบไต่สวน

เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชน เพราะถ้ามีคำสั่งปกครองก็บังคับเอกชนได้เลย ไม่ต้องขออำนาจศาลก่อน และทำได้ทันทีด้วย (ทำไปได้ก่อน + ทำได้ทันที)  จึงต้องมีศาลปกครองตรวจสอบฝ่ายปกครองอีกที

ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจได้เมื่อมีกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น

ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดีที่กฎหมายเล็กขัดต่อกฏหมายใหญ่ มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารเฉพาะที่เป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารในเรื่องการเมือง เช่น ไปฟ้องศาลปกครองเรื่องรัฐบาลยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล

คำสั่งฝ่ายปกครองอาจเป็น คำสั่งฝ่ายเดียว คำสั่งที่เป็นสัญญา กรณีละเมิด และกรณีอื่นๆ ก็ได้

องค์กรของรัฐฝ่ายปกครองอาจแบ่งได้เป็น กทม. พัทยา เทศบาล (นคร เมือง ตำบล) อบจ. อบต.

อำนาจฝ่ายบริหารแบ่งเป็นสองอย่าง 1. ควบคุมเอกชนเพื่อรักษาความสงบ 2.ให้บริการสาธารณะ

การควบคุมเอกชน แบ่งเป็นสามอย่าง

  1. อำนาจเหนือกิจกรรมเอกชน (ตำรวจทางปกครอง)
  2. อำนาจเหนือทรัพย์ของเอกชน เช่น เวรคืน ยามสงคราม
  3. อำนาจเหนือการเงินของเอกชน

บริการสาธารณะ (เสมอภาค ต่อเนื่อง พัฒนาอยู่เสมอ)

ผบ.มีอำนาจต่อลูกน้องคือ ยกเลิก เพิกถอน (ย้อนหลัง) แม้แต่ลูกน้องทำโดยชอบตามกม.แต่ผบ.ก็เพิกถอนได้ถ้าเห็นว่าดุลยพินิจของลูกน้องไม่เหมาะสม ผบ.ยังมีอำนาจควบคุมดูแลลูกน้องด้วย

หลักรวมอำนาจ ข้อดี คือ ใช้ทรัพยากรไปอย่างเสมอภาคทุกภาคส่วน แต่ส่วนท้องถิ่นต่างคนต่างทำ, ใช้ทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อนเพราะแบ่งกันใช้ได้, ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพได้ แต่ข้อเสียคือ ประสิทธิภาพอาจไม่ได้เพราะดูแลไม่ทั่วถึง ทรัพยากรต้องกระจายเกินไป ไม่เข้าใจความต้องการของท้องถิ่นจริง ส่วนข้อดีของการกระจายอำนาจคือ แก้ปัญหาได้เร็ว

ท้องถิ่นมีอิสระจะต้อง

  1. อิสระในการกำหนดนโยบายเอง
  2. อิสระในการบริหารงานบุคคล
  3. อิสระในทางการเงิน (เก็บภาษีเอง และนำไปใช้ได้เอง รวมทั้งนำเงินอุดหนุนจากส่วนกลางไปใช้ได้เอง)

อำนาจบังคับบัญชาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่อำนาจกำกับดูแลต้องมีกฎหมายรองรับ

อำนาจกำกับดูแลได้แก่

  1. authorize เช่น ธ.ออมสินจะปล่อยกู้ใครก็ได้ แต่ถ้าจะซื้อหุ้นต้องขออนุมัติจาก รมต.ก่อน
  2. ให้ความเห็นชอบ เช่น จะขึ้นค่าทางด่วนได้ ครม.ต้องเห็นชอบก่อน
  3. อำนาจในการดำเนินการแทน เช่น ถ้าท้องถิ่นทำบกพร่อง ส่วนกลางเข้ามาทำแทนเลย

การกระจายอำนาจมีสองแบก คือ ส่วนกลางให้อำนาจส่วนท้องถิ่น กับ จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ

องค์กรเฉพาะกิจทำได้สามรูปแบบ องค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ (รัฐถือหุ้น 50%) และ องค์กรมหาชน

รัฐวิสาหกิจมีสองแบบ จัดตั้งตามกม.เอกชน (ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น KTB) กับ จัดตั้งตามกฎหมายมหาชน ฟ้องศาลปกครองได้

องก์กรมหาชน จะไม่มุ่งหวังกำไร เช่น มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

สำนักนายก กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ ต้องจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล

จังหวัดจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล อำเภอจัดตั้งด้วยพกก.ไม่เป็นนิติบุคคล

อบจ.ไม่เป็นนิติบุคคล

เทศบาลเป็นนิติบุคคล จัดตั้งด้วยพกก. ผู้ว่าจว.กำกับเทศบาลนคร/เมือง นายอำเภอกำกับเทศบาลตำบล

กทม.และพัทยา เป็นนิติบุคคล กำกับโดยรมตมหาดไทย

ผู้ว่ากทม.บริหารกทม.อย่างเดียว แต่ผู้ว่าจังหวัดทั้งดูแลจังหวัดและกำกับเทศบาลจังหวัดด้วย

ฝ่ายปกครอง ตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครอง หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน ต่างๆ เป็นนิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองคือข้าราชการ รวมลูกจ้างของฝ่ายปกครองด้วย

รัฐบาลใช้อำนาจถ่วงดุล อาศัยอำนาจรธน. และพกก.เกี่ยวกับเรื่องต่างประเทศ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หรือพกก.ใดๆ ที่ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งปกครอง ก็ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น รับจำนำข้าว

นิติกรรมทางปกครอง คือ คำสั่งฝ่ายเดียวโดยเจ้าหน้าที่ เช่น ไฟจราจร ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อเอกชนที่จะต้องทำตาม หรือเปลี่ยนสิทธิไป ถ้ามีผลต่อหลายคนเรียกว่า กฎ เช่น กฎกระทรวง ถ้ามีผลต่อคนเดียว เรียกว่า คำสั่ง

สัญญาทางปกครอง คือ สองฝ่าย นิติเหตูทางปกครอง คือ เกิดฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ

พรบ.วิธิปฏิบัตราชการทางปกครอง

มาตรา 3 คำสั่งปกครองใดๆ ถ้าไม่มีกม.ให้อุทธรณ์คำสั่งได้ ก็ให้อุทรณ์ได้ตามมาตรานี้เสมอ และต้องแจ้งเหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อสนับสนุนก่อนเสมอ ถ้าไม่อุทรณ์ก่อนจะฟ้องศาลปกครองไม่ได้

ผู้ออกคำสั่งปกครองอาจะเป็นเอกชนก็ได้ หากอาศัยกฎหมายในการออกคำสั่ง เช่น สภาทนายความ

การพิจารณาคำสั่ง หมายถึง ขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะออกคำสั่ง

มาตรา 5 คู่กรณีกับฝ่ายปกครองในการอุทธรณ์คำสั่งอาจเป็น ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา 22 คู่กรณีไม่ต้องบรรลุนิติภาวะก็ได้

มาตรา 23 คู่กรณีมีสิทธินำที่ปรึกษาหรือทนายมาร่วมให้ปากคำได้ เช่น ข้าราชการที่ถูกสอบสวนทางวินัย เอาทนายมาช่วยแก้ต่างได้

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดจะเป็นผู้ออกคำสั่งปกครองไม่ได้

คู่กรณีมีสิทธิตั้งตัวแทน ถ้าหากเกิน 50 คน แต่งตั้งตัวแทนที่เป็นบุคคลธรรมดาได้สามวิธีตามมาตรา 24, 25

เจ้าหน้ามี่ต้องให้เอกสารที่คู่กรณีร้องขอ แต่ถ้าคำสั่งยังไม่ออกจะขอไม่ได้ หรือถ้ามีข้อโต้แย้ง เช่น เป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเป็นความลับทางราชการ ให้ส่งไปให้ … เป็นผู้ชี้ขาด

มาตรา 30 เป็นหลักให้ความเป็นธรรม คำสั่งปกครองใดๆ จะบังคับได้ต้องให้โอกาสได้โต้แย้งก่อน

==============================

จากข้อสอบเก่า

ข้าราชการพลเรือนต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือทำงานในพรรคการเมือง แต่เป็นสมาชิกพรรคได้ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

บริการสาธารณะ ต้องเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับมหาชน อาจเป็นทางปกครอง ทางพาณิชย์อุตสาหกรรม หรือสังคมและวัฒนธรรมก็ได้

อายุความฟ้องศาลปกครองคือ 90 วันนับแต่รู้ แต่ถ้าเลยแล้วแต่ศาลเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็รับคดีไว้ได้

การออกคำสั่งทางปกครอง ต้องแจงเหตุผล กฎหมายอ้างอิง และเหตุผลที่มาสนับสนุนดุลยพินิจไว้ด้วย มิฉะนั้นไม่ชอบด้วยกม.

การแต่งตั้งข้าราชการต้องสอบบรรจุ ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น เป็นนักเรียนทุนก็ต้องมาใช้ทุนอยู่แล้ว

การกระจายอำนาจปกครองมีสองแบบ กระจายตามอาณาเขต และกระจายตามกิจการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติ (ผู้สืบสันดาน หรือบุพการี สามชั้น หรือสองชั้นสำหรับการแต่งงาน) ผู้แทนโดยชอบธรรม เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง และกรณีอื่นใดๆ ที่อาจทำให้ไม่เป็นกลาง ห้ามมิให้เป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น

ความผิดอาญาที่มิใช่ประมาทหรือลหุโทษจะทำให้ผิดวินัยร้ายแรงด้วย

ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่สอบสวนว่ามีมูลหรือไม่ โดยอาจสอบเองหรือตั้งกรรมการ ถ้าร้ายแรงต้องให้กพค.พิจารณา ส่วนการลงโทษคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน แต่การปลดออก หรือไล่ออก ต้องเป็นผิดวินัยร้ายแรงเท่านั้น

ถ้าผู้ออกคำสั่งเป็นตำแหน่งสูงสุด ไม่ต้องอุทธรณ์ไปยังผู้ออกคำสั่งก่อน แต่ฟ้องศาลปกครองได้เลย เช่น รัฐมนตรี หรือผู้ว่าราชการ หรือแพทยสภา

ข้าราชการพลเรื่อนที่ทิ้งงานเกินสิบห้าวัน ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง หยุดงานประท้วงอย่างเอกชนไม่ได้

การอุทธรณ์คำสั่งปกครองต้องทำให้สิบห้าวันหลังรู้ ผู้ออกคำสั่งต้องตอบใน 30 วัน หรือเลื่อนไปได้อีก 30 วัน

มาตรา 30 ผู้ออกคำสั่งปกครองต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทบสิทธิโต้แย้ง

หลักกระจายอำนาจ ต้องมีกิจการเอง มีการเลือกตั้ง มีอิสระในการดำเนินงาน เป็นแค่กำกับเท่านั้น

ความผิดวินัยร้ายแรง ได้แก่ ละทิ้ง ละเว้น ทำ ให้ผู้อื่น หรือราชการ เสียหายร้ายแรง ทิ้งงานเกิน 15 วันโดยจงใจ ประพฤติชั่วร้ายแรง ข่มเหงประชาชนร้ายแรง ติดคุก (เว้นประมาท ลหุโทษ)

โทษทางวินัย ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก

การย้ายข้าราชการไปตำแหน่งลดลง ผู้นั้นต้องยินยอม

 

[โน้ตย่อ] วิแพ่ง 2

226 คำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์จนกว่าจะมีคำชี้ขาด และต้องโต้แย้งไว้ก่อนด้วย ยกเว้นคำสั่งตาม 227, 228 ไม่ให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

227 คำสั่งตามมาตรา 18 ได้แก่ คำสั่งไม่รับคำคู่ความ (คำฟ้อง หรือ คำให้การ หรือ คำขอแก้ไข) เพราะเขียนไม่ถูกต้อง หรือคำสั่งคืนคำคู่ความ เพื่อให้ทำใหม่ ซึ่งรวมถึงคำสั่งยกคำร้อง หรือไม่รับคำฟ้อง ด้วย และคำสั่งตามมาตรา 24 คือ คำชี้ขาดประเด็น “ข้อกฎหมาย” ใดๆ ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้น และเมื่อศาลชี้ขาดแล้วจะมีผลทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หรือเสร็จบางข้อไปเลย

288 คำสั่งกักขัง  คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว (253,254,264) หรือเกี่ยวกับการบังคับคดีที่จะมีผลต่อไป และคำสั่งตามมาตรา 18,24 ที่ทำให้คดีเสร็จไปเป็นบางข้อได้

 

วิธีการชั่วคราว

253 ให้โจทก์วางประกัน

  1. จำเลยศาลชั้นต้นเป็นผุ้ขอ
  2. โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาและไม่มีทรัพย์ให้ยึด หรือมีเหตุอื่นๆ (จำเลยต้องนำสืบ)
  3. เพื่อเป็นหลักประกันค่าฤชา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ที่มีกฎหมายกำหนด)
  4. ขอเมื่อไรก็ได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา
  5. ต้องมีเหตุ ศาลจะใช้ดุลยพินิจเองไม่ได้

253 ทวิ

  1. โจทก์ต้องยื่นอุทหรณ์หรือฏีกา
  2. จำเลยเป็นผู้ขอได้เสมอก่อนศาลสูงพิพากษา
  3. กรณีสำนวนยังอยู่ที่ศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งไปยังศาลสูงเป็นผู้สั่ง

254 ขอคุ้มครองชั่วคราว

  1. โจทก์ขอ
  2. ขอได้เมื่อไรก็ได้ก่อนมีคำพิพากษา (ไม่ว่าศาลใด)
  3. ห้ามใช้กับคดีมโนสาเร่ (คดีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน หรือขับไล่ค่าเช่าไม่เกิน 30000)
  4. ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วแต่ยังไม่ส่งสำนวนไป ให้ศาลชั้นต้นสั่งเองได้
  5. ขอได้ 4 เรื่อง
  6. คำขอต้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอ (255)
  7. เป็นคำขอฝ่ายเดียว เว้นแต่ศาลอาจรับฟังจำเลยก่อนก็ได้ในกรณี 254(2),(3) หากไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย
  8. ถ้าจำเลยชนะคดี ให้ยกเลิกคำสั่งในเจ็ดวันหลังอ่านคำพิพากษา ถ้าโจทก์ชนะให้มีผลต่อไป
  9. อาจขอด่วนได้ ตาม 266 ให้ศาลใช้ดุลยพินิจได้

264 ขอคุ้มครองประโยชน์

  1. คำขออื่นใดนอกจาก 253, 254
  2. โจทก์หรือจำเลยเท่านั้นที่ขอได้
  3. ขอได้ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อการบังคับคดี (แต่ต้องขอก่อนมีคำพิพากษา)

266 คำขอให้เหตุฉุกเฉิน

  1. ขอ 264 แบบด่วน
  2. ให้เป็นดุลยพินิจของศาล

บังคับคดี

  1. ขอได้เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วน และภายในสิบปีหลังอ่านคำพิพากษา
  2. ต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยเคร่งครัด
  3. ยึดทรัพย์ที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น แม้มีเจ้าของร่วม ก็ยึดได้ เจ้าของร่วมต้องไปขอเฉลี่ยทรัพย์เอง
  4. คดีไหนยึดไปก่อน คดีที่ตามมาจะยึดอีกไม่ได้ ให้ไปขอเฉลี่ยทรัพย์แทน

231 ขอทุเลา

  1. จำเลยยื่นได้ก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา เว้นแต่ศาลชั้นต้นยังไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ให้ยื่นศาลชั้นต้น
  2. ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ชี้ขาด เว้นกรณีศาลชั้นต้นสั่งชั่วคราวไปก่อนเพราะมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง
  3. ศาลอุทธรณ์ก็อาจสั่งชั่วคราวโดยไม่ต้องฟังอีกฝ่ายหนึ่งเพราะมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งได้
  4. ต้องมีการอุทธรณ์ฏีกาแล้วถึงจะขอทุเลาได้

288 ร้องขัดทรัพย์

  1. บุคคลภายนอกร้อง หลังจากยึดแล้ว แต่ยังไม่ขายทอดตลาด
  2. ระงับการขายทอดตลาดไว้ก่อน
  3. ศาลชี้ขาดเหมือนเป็นคดีใหม่

290 ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์

  1. คดีแรกบังคับคดีแล้ว
  2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้คนเดียวกันจึงขอบังคับคดีไม่ได้ ทำให้ร้องขอเฉลี่ย

ผู้อุทธรณ์ต้องเป็นผู้ถูกกระทบสิทธิโดยตรงจากคำสั่งศาลหรือคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ต้องเป็นคู่ความก็ได้ ต้องเป็นข้อที่ยกขึ้นมาว่ากันแล้วในศาลชั้นต้น เป็นสาระสำคัญแก่คดี เว้นแต่ขัดต่อความสงบ เกี่ยวกับขบวนพิจารณา หรือ พฤติกรรมไม่เปิดช่องให้โต้แย้งได้มาก่อน (225)

การร้องขอบังคับคดีต้องภายใน 10 ปีนับแต่มีคำพิพากษา และจำเลยต้องไม่ทำตามคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วนแล้ว

การลุกล้ำที่ดิน เป็นกรณีปลดเปลื้อง แต่ถ้าจำเลยยกกรรมสิทธิ์ขึ้นต่อสู้ จะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์

ม.227 คำสั่งศาลที่รับหรือไม่รับคำให้การ (ม.18) หรือประเด็นวินิจฉัยที่มีผลทำให้คดีเสร็จไปเป็นบางข้อ (ม.24) ไม่ให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงอุทธรณ์ได้ทันที

254 คือ โจทก์ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว ใน 4 วิธี คือ ยึดทรัพย์ ห้ามกระทำ ห้ามจดทะเบียน ให้ขัง จะต้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอศาลจึงอนุญาตได้ ในกรณีของ ห้ามการกระทำและห้ามจดทะเบียน ศาลอาจจะฟังจำเลยก่อนก็ได้ คดีมโนห้ามใช้ 254

ผู้ที่จะอุทธรณ์ได้ต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบสิทธิโดยคำพิพากษาเท่านั้น (ข้อพิพาทระหว่างศาลกับผู้ร้อง มิใช่ระหว่างผู้ร้อง) เช่น โจทก์ร้องถ้าศาลไม่ให้เท่าที่ขอ หรือจำเลยร้องถ้าคำพิพากษทำให้จำเลยเสียสิทธิใดๆ จะอุทธรณ์แทนกันก็มิได้ และต้องเป็นเรื่องที่เคยว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ห้ามเปิดประเด็นใหม่ และต้องเป็นสาระสำคัญของคดี ยกเว้นจะอ้างปัญหาความสงบเรียบร้อย

ถ้าจะข้ามไปฏีกาเลยต้อง 1) เป็นปัญหาข้อกฎหมายล้วนๆ และ 2) ทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกันไม่ยื่นศาลอุทธรณ์ และ 3) ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ยื่นคำคัดค้านในสิบห้าวัน ถ้าศาลชั้นต้นอนุญาตหรือให้ยกคำร้องก็ให้ถือเป็นที่สุด ยกเว้นกรณีที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะอ้างว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นศาลฏีกาโดยตรงได้

ปัญหาข้อเท็จจริงที่ห้ามอุทธรณ์คือ ทุนทรัพย์ ณ “ชั้นอุทธรณ์” ต่ำกว่า 50000 บาท หรือคดีขับไล่ค่าเช่าต่ำกว่า 4000 บาท ยกเว้นคดีบุคคล คดีครอบครัว คดีปลดเปลื้องทุกข์ (ยกเว้นขับไล่ค่าเช่าไม่เกิน 4000)  คำว่า ณ ชั้นอุทธรณ์ เช่น โจทก์ขอเพิ่มค่าเสียหายอีกเท่าไร ส่วนต่างคือ ณ ชั้นอุทธรณ์ ไม่เกี่ยวกับว่าค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเท่าไร เพราะอันนั้นคือชั้นต้น

คำสั่งใดๆ ตั้งแต่ยื่นฟ้องถึงพิพากษา ห้ามอุทธรณ์จนกว่าจะพิพากษาแล้วภายใน 1 เดือน และต้องโต้แย้งเอาไว้ก่อนด้วย ยกเว้น ม.227 228

มาตรา 223 ห้ามอุุทธรณ์ในคดีที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอม เรื่องฤชาธรรมเนียมล้วนๆ คดีไม่มีข้อพิพาท อนุญาโตตุลาการ คดีที่มีกฎหมายบอกให้เป็นที่สุด

 

ยกเว้นจะอ้างว่าโดนกลฉ้อฉล (ยกเว้นทนายโดน) คำนวณผิด ขัดต่อความสงบ ตัดสินใม่ตรง อุทธรณ์

ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ขัดสิทธิของตนเท่านั้น (โจทก์ไม่ได้ตามที่ฟ้อง จำเลยเสียสิทธิตามคำสั่งศาล) ไม่ใช่ประเด็นระหว่างคู่ความด้วยกัน หรือตนไม่ได้เสียสิทธิอะไรจากคำสั่งศาล

มาตรา 223 ทวิ ถ้าอุทธรณ์แต่ข้อกฎหมายจะฏีกาเลยก็ได้ ถ้า 1 คู่ความอื่นไม่อุทธรณ์ หรือคัดค้าน

คำคัดค้านอุทธรณ์ยื่นใน 15 วันหลังยื่นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นเป็นผู้ตรวจสำนวน หากเห็นว่ามีประเด็นข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้อง เท่ากับฟ้องศาลอุทธรณ์แทน ผู้ฟ้องยังอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกาได้ภายใน 15วัน (ถ้าศาลฏีกาก็ยกฟ้องก็เท่ากับฟ้องศาลอุทธรณ์แทนเช่นกัน) แต่ถ้าศาลชั้นต้นอนุญาตหรือยกคำร้องในกรณีอื่นถือเป็นที่สุด

มาตรา 224 คดีไม่เกินห้าหมื่นในชั้นอุทธรณ์ ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ยกเว้นศาลรับรองหรือให้ความเห็นแย้งไว้ หรืออธิบดีอนุญาต ยกเว้นคดีบุคคล ครอบครัว ขอปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่ใช่ฟ้องขับไล่ค่าเชาน้อยกว่าสี่พันขณะฟ้องศาลชั้นต้น

คดีครอบครัว คือ บรรพห้าทั้งหมด ยกเว้นเรื่องหมั้น

คดีมีทุนทรัพย์ คือ มีการขอเอาทรัพย์มาเป็นของโจทก์ (สิทธิครอบครองก็ได้) หรือมีข้อพิพากเรื่องกรรมสิทธิ

คดีขายฝาก มีทุนทรัพย์ แต่เช่าซื้อไม่มี คดีขับไล่ที่ต่อสู้ด้วยกรรมสิทธิก็จะมีทุนทรัพย์โดยให้สมมติว่าต้องเสียค่าเช่าเท่าไรหากนำออกเช่า

ค่าเช่าให้นับค่าแป๊ะเจี๊ยมาเฉลี่ยต่อเดือนด้วย

ม 271 ศาลต้องออกคำบังคับคดีให้เวลาจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งบังคับคดี การให้เวลาเป็นดุลยพินิจศาล และออกตามคำพิพากษาเท่านั้น ห้ามเกิน

ยังไม่ออกคำบังคับ โจทก์ยังบังคับคดีไม่ได้ คือ ศาลลืม (หน้าที่ศาล) ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (เจ้าหนี้อาจจะเป็นจำเลยก็ได้) ที่จะขอศาลภายในสิบปีนับแต่วันมี”คำพิพากษา” แต่อะไรที่ไม่ใช่การร้องขอ (ให้ลูกหนีทำตามคำพิ) จะขอเมื่อไรก็ได้ ไม่มีกำหนดสิบปี

การร้องขอต้องเป็น ให้ใช้เงิน ให้ส่งมอบทรัพย์ หรือให้กระทำหรืองดเว้นกระทำ เท่านั้น

ถ้าแค่ขอให้เจ้าพนักงานไปตรวจที่ดินน่าสงสัยแปลงหนึ่ง ไม่ใช่การร้องขอ เพราะไม่ได้ขอให้ลูกหนี้ปฏิบัติอะไร

ทรัพย์จำเลยต้องยึดได้เสมอ ยึดรถลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่อู่รถยึดหน่วงไว้แทนค่าซ่อม สามารถยึดมาขายทอดตลาดได้ แต่ได้เงินแล้วอู่จะได้เงินก่อน เพราะเป็นบุริมสิทธิ

ถ้าเจ้าหนี้จำนองขอศาลตาม 289 จะต้องขายทอดตลาดแบบปลอดจำนองด้วย

ภาค 4 ลักษณะ 2 วิธีการชั่วคราว จะใช้ได้เมื่อจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งทั้งหมดหรือบางส่วนของศาลแล้วเท่านั้น (จำเลยจะอุทธรณ์ ก็ต้องปฏิบัติไปก่อน หรือขอทุเลาตาม 231)

ขอทุเลา 231 ต้องขอก่อนโจทก์เริ่มบังคับคดี แต่ถ้าบังคับไปแล้ว ใช้ 292 ให้ศาลสั่งให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน หรือใช้ 295 ให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดีเลย

ถ้าไม่ได้อุทธรณ์ฏีกา ต้องใช้ 292, 295 เท่านัั้น เพราะ 231 ใช้ได้เมื่อมีการอุทธรณ์ฎีกาเท่านั้น

คำสั่งศาลที่ไม่รับคำให้การ เป็นคำสั่งตาม ม. 18 ที่ไม่ทำให้คดีจบ แต่ทำให้บางข้อที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ในให้การนั้นเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

คำสั่งทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ หมายถึ่ง ส่วนที่ยังเถียงกันอยู่ในศาลอุทธรณ์ ถ้าไม่ได้เถียงกันเรื่องมูลค่าที่ดินในชั้นอุทธรณ์ ราคาที่ดินจะไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่พิพากในศาลอุทธรณ์เลย แต่ถ้ายังเถียงเรื่องกรรมสิทธิ์กันในชั้นอุทธรณ์อยู่ ราคาที่ดิน ณ อุทธรณ์จะเป็นทุนทรัพย์ทั้งก้อนเลย

คำสั่งระหว่างพิจารณาต้อง 1. ศาลยังไม่จำหน่ายคดีหรือพิพากษา 2. ศาลสั่งแล้วไม่ได้ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล 3. ไม่ใช่คำสั่งตาม 227,228

การโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาเอาไว้ก่อน ศาลต้องจดลงในรายงานด้วย ถึงจะนำมาอุทธรณ์ภายหลังได้

ผู้จะรอขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่ลูกหนี้คนเดียวกันเป็นจำเลย และศาลต้องมีคำพิพากษาแล้ว (แต่ไม่ต้องถึงที่สุด) บุคคลภายนอกแบบอื่นๆ จะขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้เลย

เจ้าของร่วม หรือเจ้าหนี้บุริม ต้องขอกันส่วนทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดจากลูกหนี้ ในเวลาใดๆ ก่อนขายทอดตลาด

บุคคลภายนอกที่ถูกกระทบสิทธิหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็อุทธรณ์ได้ แม้ไม่ใช่คู่ความก็ตาม

คำสั่งไม่รับคำขอของผู้ร้องสอดเข้ามาในคดี ทำให้คดีของผู้ร้องสอดเสร็จไปทั้งเรื่อง เป็นคำคู่ความ และเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่คำสั่งไม่รับคำขอของจำเลยให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี ไม่ทำให้คดีของจำเลยเสร็จไปทั้งเรื่องจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

ผู้ร้องขัดทรัพย์จะขอ 253 มิได้ เพราะผู้ร้องขัดทรัพย์มีหน้าที่เสมือนโจทก์ ส่วนโจทก์กลายเป็นจำเลย แต่ผู้ขอ 253 ต้องเป็นจำเลยเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายของการเลี้ยงปลาตู้

ลองคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นของการเลี้ยงปลาตู้

เงินลงทุนเริ่มแรก รวมเป็นเงิน 2,595 บาท

รายการ ราคา
ตู้ปลาขนาด 24 นิ้ว  800
กรองแขวน  400
โคมไฟ  650
ต้นไม้น้ำ 4-5 ต้น  50
กรวดรองพื้นตู้ปลา  140
หินสวยงาม  20
แปรงแม่เหล็กขัดตู้ปลา  120
อาหารปลาสำเร็จรูป  20
ปลาแพะเผือก 3 ตัว  100
ปลาหางนกยูง 3 ตัว  15
ปลาซิวข้างขวางเล็ก 10 ตัว  100
Air Pump ใช้ถ่านกรณีไฟดับ  120
สายไซฟ่อนน้ำ 60

ค่าใช้จ่ายระยะยาวต่อเดือนรวมเป็นเงิน 95 บาทต่อเดือน

รายการ ราคา
อาหารปลา  20
ค่าไฟฟ้าของโคมไฟ  55
ค่าไฟฟ้าของระบบกรอง  14
ค่าน้ำประปา  6