ขุดหา Bitcoin ด้วยตนเอง

Bitcoin คือ สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ในโลกไซเบอร์

มีสองวิธีที่คุณจะเป็นเจ้าของ Bitcoin ได้ วิธีแรกก็คือ ซื้อจากคนที่มี Bitcoin อยู่แล้ว (Trading ในตลาดรอง) กับอีกวิธีคือ การขุดหา Bitcoin เอาเองโดยตรง

Bitcoin ถูกออกมาให้มีคุณสมบัติเหมือนทองคำที่ใช้เป็นเงินจริงๆ นั่นคือ เราอาจจะขุดทองขึ้นมาเองจากดินก็ได้ มันจะมีค่าและใช้แทนเงินตราได้เหมือนกับทองคำที่คนอื่นๆ เคยขุดขึ้นมาก่อนหน้า แต่เหตุผลที่ทำให้ทองคำยังรักษาค่าของมันไว้ได้แม้ว่าจะมีคนขุดทองใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ก็คือ ต้นทุนการขุดทอง(ต้นทุนของเหมืองทอง) จะต้องสูงพอๆ กับค่าของทองคำเมื่อใช้เป็นเงินตรานั่นเอง 

ต้นทุนของการขุด Bitcoin ก็คือ Bitcoin ใหม่ๆ จะเกิดขึ้นได้ในโลกนี้ จะต้องมีผู้สามารถ solve hash function หนึ่งๆ ได้เท่านั้น ซึ่งการ solve hash function นั้นไม่ได้ยากอะไร แต่ว่าต้องอาศัย CPU time จำนวนมากในการคิดคำนวณหาคำตอบ ดังนั้นต้นทุนของผู้ที่ขุด Bitcoin ก็คือ CPU time หรือจริงๆ แล้วก็ค่าไฟฟ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ขุดที่ต้องเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลานั่นเอง

ทุกวันนี้การแข่งขัน solve hash function ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ มีคนมากมายที่ยินดีลงทุนซื้อ server farm ขนาดมหึมา เพื่อมาขุดหา Bitcoin โดยเฉพาะ ว่ากันว่ามากกว่า 40% อยู่ในประเทศจีน ทำให้คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านธรรมดาๆ ขุดคงสู้เขาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งคู่แข่งมาก ก็ยิ่งยาก ก็เลยมีคนสร้างระบบ Pool ขึ้นมา เพื่อรวมพลังจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านของคนจำนวนมากเข้าด้วยกัน สมัยนี้ใครจะขุด bitcoin เอง ก็คงต้องร่วมกับ Pool เป็นหลัก มิฉะนั้นโอกาสที่จะได้ bitcoin แทบไม่มีเลย และในเวลาเดียวกัน ราคา hardware ที่ต่ำลงเรื่อยๆ จะทำให้คนที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์คนหลังๆ มีต้นทุนค่าฮาร์ดแวร์ที่ต่ำกว่า

ราคาคอมพิวเตอร์ ค่าไฟฟ้า และจำนวนคนที่แข่งขัน คือเป็นตัวกำหนดต้นทุนในการขุด Bitcoin

การใช้ Raspberry Pi ขุด Bitcoin อาจมีข้อดีคือ ประหยัดไฟ กว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมากๆ แต่มีข้อเสียคือ อย่าคาดหวังเรื่อง performance อะไรมากนัก โปรแกรมสำหรับใช้ขุด Bitcoin คือ Bfgminer บน Linux โดยคุณจำเป็นจะต้องมี ASIC Bitcoin Miner Erupter USB Module เสียบที่ช่อง USB ด้วย (กินไฟราว 2.5W) หาซื้อของมือสองตามเน็ตเอาก็ได้ครับ

USB ASIC Mining Erupter
USB ASIC Mining Erupter

 

ส่วน Pool ที่จะเข้าร่วม ก็หาได้ตามเน็ตทั่วไป ส่วนใหญ่ก็สมัครฟรีทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น mining.bitcoin.cz เป็นต้น อีกอย่างที่คุณจะต้องมีก็คือ Bitcoin Wallet ซึ่งจะมี ID ประจำตัวของคุณ เป็นรหัสยาวๆ เพื่อที่เวลาขุด bitcoin ได้ส่วนแบ่งมากแล้ว Pool จะได้จ่าย bitcoin ให้คุณผ่านทาง ID นี้ได้ วิธีขอ Wallet คือการลงโปรแกรม Bitcoin QT ที่เครื่องส่วนตัวของคุณ แล้วรอให้ sync ข้อมูลเสร็จ ใช้เวลานานมาก เพราะข้อมูล 20GB เป็นฐานข้อมูลธุรกรรม”ทั้งหมด” ที่เคยเกิดขึ้นในโลกโดยใช้ Bitcoin ที่เป็นแบบนี้เพราะมันคือวิธีป้องกันเงินปลอม คือให้กระเป๋าเงินของทุกคนมีข้อมูลชุดเดียวกันทั่วโลก แล้วโหวตกันเพื่อ authorize ถ้าจะปลอมเงินได้ก็ต้องมีกระเป๋าเงินเป็นของตัวเองจำนวนมากกว่าคนทั้งโลกรวมกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ รหัสยาวๆ ที่ได้รับคือ Wallet ประจำตัวคุณ (ใช้กรอกใน Pool ด้วย)

20150430_103939

หลังจากลองขุด Bitcoin มาได้สักประมาณสามวันสามคืน ได้ส่วนแบ่งผลตอบแทนจาก Pool มาประมาณ 0.000o3 BTC ดังนั้นถ้าอยากได้สัก 1 BTC (ราคาตลาดเวลานี้เทียบเท่ากับ US$243) ก็คงต้องใช้เวลาขุดประมาณ 100,000 วัน หรือประมาณสองร้อยกว่าปี! เพราะพลังในการประมวลผลของ Erupter ที่ใช้และ Raspberry Pi ต่ำมากนั่นเอง ถ้าลองคิดค่าไฟประมาณสองร้อยกว่าปีจะได้ประมาณ 2-3 หมื่นบาท แต่ 1 BTC มีค่าแค่เจ็ดพันกว่าบาทเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจที่ Erupter รุ่นนี้เลิกผลิตไปแล้ว เพราะว่ามันไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์อีกต่อไปแล้ว

คนที่คิด bitcoin นี่ต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ ไม่รู้ว่าตัวจริงเป็นใคร แต่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto การที่ไม่เปิดเผยตัวตนยิ่งทำให้มันดูมีเสน่ห์ อีกอย่างคือ ผมว่าเครื่องขุด Bitcoin มันมีอะไรคล้ายๆเครื่องถอดรหัส Enigma ดี เพราะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รันอยู่ตลอดเวลา

Backpacking

นานๆ ทีก็ได้แบกเป้ออกไปท่องเที่ยวไกลๆ แบบติดดินก็เหมือนเป็น Pilgrimage อย่างหนึ่งสำหรับโลกสมัยใหม่  

ออกไปลำบากเสียบ้าง เพื่อให้ยังจำได้ว่า ชีวิตจริงๆ บนโลกใบนี้มันเป็นอย่างไร เพราะชีวิตในเมืองทุกวัน เราพบแต่ความสะดวกสบายจนเคยตัว ได้อยู่แบบลำบากเสียบ้าง จะได้เป็นคนอยู่ง่าย เกิดมีอะไรที่ไม่คาดฝันเกี่ยวกับชีวิตขึ้นมา จะได้ไม่รู้สึกลำบาก

ถ้าไปคนเดียว ก็มีข้อดีตรงที่ อยากไปเที่ยวที่ไหน แวะนานแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจเพื่อนร่วมทาง แต่จะต้องรับผิดชอบตัวเองได้ทุกอย่าง และตลอดเวลา เป็นการฝึกความกล้าหาญอย่างหนึ่งด้วย

ถ้าไปสองคน ต้องฝึกการอยู่ร่วมกัน ต้องเกรงใจ เพราะคนสองคนรสนิยมการเที่ยวจะไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องเกรงใจ อาจไม่ได้ไปแวะบางที่ เพราะว่าต้องเกรงใจอีกคนหนึ่ง เพราะเขาไม่สนใจ ไม่อยากให้เขาเสียเวลามากเกินไป

บางคนเวลาไปเที่ยวชอบเตรียมล่วงหน้า มีแผนที่ชัดเจน บางคนชอบไปแบบสบายๆ คิดวันต่อวัน เวลาไปด้วยกันก็จะเกิดภาวะขัดแย้งกันได้ บางคนชอบถามทาง บางคนชอบดูแผนที่เองมากกว่า อันนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน

อยู่ด้วยกันแค่สองคนติดต่อกันหลายๆ วัน อาจจะรู้สึกรำคาญ เบื่อหน้า ด้านที่ไม่ดีของแต่ละคนจะเริ่มโผล่ออกมา ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรับมือให้ได้ แต่ก็ดีกว่าไปคนเดียวตรงที่มีคนช่วยคิด ช่วยไหนเหนื่อยสุดๆ ก็อู้ได้ เพราะบอกให้อีกคนหนึ่งลุยแทนไปก่อน เป็นต้น

ไปสามคน อันนี้จะดีที่สุด เพราะถ้าเป็นสามคน Dynamic ของการอยู่ร่วมกันจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ถ้าคนไหนมีข้อเสียอันหนึ่ง อีกคนหนึ่งอาจจะไม่มีข้อเสียนั้น เราสามารถพักโดยเลิกสนใจคนหนึ่งไปชั่วคราวได้ ทำให้มีช่องทางระบายอารมณ์มากกว่าการไปแค่สองคน

แต่ถ้าเริ่มไปตั้งแต่สี่คนขึ้นไป โอกาสในการฝึกตนพวกนี้จะหายไปแล้ว ยิ่งถ้าไปกรุ๊ปทัวร์ อันนี้จบข่าวเลย สบายสุดๆ ไกด์คิดแทนเราทุกอย่าง ไปแต่ตัว ไม่ต้องเอาสมองไปเลยก็ได้ แถมรู้สึกไม่พอใจอะไร ก็มาดุด่าไกด์ระบายอารมณ์ได้อีกต่างหาก ไกด์เถียงไม่ได้เพราะว่าเราเป็นลูกค้า พูดง่ายๆ ก็คือ สปอยสุดๆ

แต่ข้อเสียของการไปกรุ๊ปทัวร์คือไม่มีอิสระ ต้องตื่นกี่โมง กลับกี่โมง ตามตาราง อยากแวะที่ไหนนาน ที่ไหนสั้น ก็เลือกไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบเที่ยวแนวมิวเซียม อันนี้จบเลย เพราะว่ากรุ๊ปทัวร์เขาจัดให้แบบนั้นไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบช้อปปิ้งมากกว่า เกลียดมิวเซียมที่สุด แบบนี้ไปก็เหมือนไม่ได้ไป

บางทัวร์เหมือนเป็นแค่ทัวร์ชะโงก คือสักแต่ว่าฉันเคยไปตรงนี้แล้ว ถ่ายรูปเซลฟี่มาหนึ่งใบ แต่ไม่ต้องดื่มด่ำกับบรรยากาศเพราะเวลามีน้อย ประเภททัวร์ 10 วัน 15 ประเทศ อะไรเงี้ย

เพราะฉะนั้นถึงลำบากยังไง ไป Backpack ก็สนุกกว่าอยู่ดี

ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกเมื่อไร

ของสะสม

คิดกันมั้ยว่า อีกร้อยปีข้างหน้า รูปถ่ายเก่าๆ คงจะมีค่าน้อยกว่า รูปถ่ายเก่าๆ ในสมัยนี้มาก เช่น รูปถ่ายสมัย ร.5 สมัยนี้มีค่าระดับหนึ่ง แต่รูปถ่ายสมัย ร.9 อีกร้อยปีข้างหน้า ไม่น่าจะมีค่ามากเท่ารูปถ่ายสมัย ร.5 ตอนนี้

นั่นก็เพราะสมัยก่อนคนที่จะมีกล้องถ่ายรูปนั้น คงต้องเป็นคนรวยมากๆ อาจจะเป็นฝรั่งหรือเป็นเจ้านาย รูปถ่ายในสมัยนั้นจึงมีอยู่น้อยมาก แต่สมัยนี้ใครๆ ก็มีกล้องถ่ายรูป แถมสมาร์ทโฟนยังทำให้ทุกคนพกกล้องถ่ายรูปติดตัวตลอดเวลา ดังนั้น จึงมีการถ่ายรูปอยู่อย่างมากมายมหาศาล ถ้าหากผ่านไปอีกร้อยปี ภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญ เช่น พิธีแต่งงานของเจ้าชายวิลเลี่ยมคงไม่ค่อยมีราคาเท่าไร เพราะว่าคงมีคนเคยถ่ายเก็บเอาไว้เยอะมากๆ อาจเป็นล้านๆ ภาพ แบบว่า ถ้า Flickr ยังอยู่ถึงตอนนั้น ก็อาจยังเปิดเข้าไปดูได้ตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ

ของเก่าจะมีราคา ต้องมีน้อยด้วย อะไรที่มีคนเข้าถึงได้มากเกินไป จึงไม่น่าสะสม เพราะเมื่อเวลาผ่านไป มันคงไม่มีราคาเพิ่มขึ้นได้เท่าไร เพราะว่าใครๆ ก็มี

ถ้าจะสะสมอะไรตอนนี้ อย่าสะสมภาพถ่ายเลยฮะ

หรือแม้แต่หนังสือเล่ม ซึ่ง digitize ไม่ได้ แต่พิมพ์ครั้งหนึ่งก็หลายพันเล่ม คนที่มีหนังสือเล่มเดียวกัน ก็คงมีไม่น้อยเหมือนกัน คู่แข่งเยอะ มูลค่าของเพิ่มขึ้นไม่เท่าไร ต่างจากภาพเขียนของจิตรกร ซึ่งส่วนใหญ่จิตรกรวาดรูปอะไรก็จะวาดแค่รูปเดียว ไม่ได้วาดซ้ำๆ แบบหนังสือเล่มที่พิมพ์ครั้งละมากๆ

แต่ถ้าสะสมหนังสือเล่มอะไรแล้ว เอาไปให้คนเขียนหนังสือเซ็นชื่อด้วย แบบนี้ก็อาจมีราคาเพิ่มขึ้นได้มากกว่าหนังสือธรรมดา เพราะลายเซ็นคงมีจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากนักเขียนคนนั้นตายไปแล้ว

พวกจิตรกรชื่อดังไงครับ ถ้าตายเมื่อไร ราคาภาพเขียนทุกภาพของเขาจะมีราคาทะยานขึ้นอีกระดับหนึ่งทันทีแบบชั่วข้ามคืน เพราะว่าจิตรกรคนนั้นตายไปแล้ว คงลุกขึ้นมาวาดรูปเพิ่มหาเงินค่าขนมไม่ได้อีก ภาพที่เคยวาดไว้ทั้งหมดจะกลายเป็นสิ่งที่มีจำกัดขึ้นมากยิ่งอีก ทำให้มูลค่าของมันต้องเพิ่มขึ้นทันทีอย่างมีนัยสำคัญ

อะไรที่ยิ่งมีน้อยเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามาก ตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ supply น้อยอย่างเดียวไม่พอ demand ต้องมากด้วย เช่น จตุคามรุ่นเก่าๆ ในช่วงที่เกิดการบ้าเห่อกัน มีราคาเพิ่มขึ้นมาก เพราะว่ามีคนต้องการเยอะ แต่พอเลิกเห่อ ราคาก็ตกลงไปใหม่จนแทบติดดิน แสดงว่า ต้องสะสมของที่คนในยุคอนาคตจะเห็นค่าด้วย ถึงจะทำให้มันมีค่าได้ มิฉะนั้น เก่าหรือมีน้อยแค่ไหน มูลค่าก็ไม่เพิ่มเหมือนกัน

เหรียญกษาปณ์ หรือพระเครื่อง ที่ดู obvious มากเกินไป คนเก็บสะสมจะมีเยอะมาก ทำให้มูลค่าของมันไม่เพิ่มเท่าไร แม้ว่าจะออกมาในโอกาสสำคัญ แต่ถ้าเป็นการออกมาในโอกาสธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจจะเก็บ หรือเกจิองค์นั้นยังไม่ดัง แต่มาดังเอาตอนหลัง แบบนี้ราคาน่าจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่า เพราะคนที่เก็บแข่งไว้มีน้อย แต่ก็นั่นแหละครับ จะมีสักกี่คนที่ตาถึงในตอนนั้น หรือบังเอิญเก็บไว้พอดีบ้าง

จะว่าไปแล้ว ตลาดของสะสม ก็มีอะไรให้ขบคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน