[โน้ตย่อ] LAW3012 กฎหมายปกครอง

นิติกรรมทางปกครอง หมายถึง การกระทำโดยองค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง เพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฎแก่บุคคลหนึ่งว่าประสงค์จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับบุคคลนั้นโดยที่บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องยินยอม แบ่งออกเป็น คำสั่งทางปกครอง และ กฎ

ลักษณะสำคัญของนิติกรรมทางปกครองคือ ออกโดยองค์กรรัฐ แสดงเจตนาต่อบุคคลหนึ่ง ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ เป็นการแสดงออกมานอกองค์กร

การกระจายอำนาจ แบ่งออกเป็น ทางพื้นที่ กับ ทางบริการ ส่วนการกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง หรือการแบ่งอำนาจปกครอง คือการที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้ตัดสินใจในบางเรื่องแก่ตัวแทนที่รัฐส่งไปประจำ โดยที่ตัวแทนยังอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลางอยู่

บริการสาธารณะ ต้องเป็นบริการตามกฎหมายมหาชน เพื่อสนองความต้องการของประชาชน แบ่งออกเป็น ทางปกครอง ทางอุตสาหกรรม และทางสังคมวัฒนธรรม

พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539

มาตรา 5 มี นิยามของคำสั่งทางปกครอง

มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ต่อไปนี้ออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติสามชั้น (ทางเขยสะใภ้สองชั้น) ผู้แทนหรือเคยเป็นผู้แทน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง ของคู่กรณ๊ และมาตรา 16 รวมถึงกรณีที่มีเหตุอื่นใดที่ร้ายแรงทำให้บุคคลนั้นไม่ควรออกคำสั่งปกครองนั้นได้

มาตรา 30 คู่กรณีมีสิทธิโต้แย้งก่อน มาตรา 31 คู่กรณีมีสิทธิขอเอกสาร

มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองต้องมี ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระ มีข้อกฎหมายที่อ้างถึง และมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลยพินิจ

มาตรา 49 คำสั่งทางปกครอง ผู้ออกคำสั่งเพิกถอนเมื่อไรก็ได้

มาตรา 51 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนได้หมด แต่ให้ดู 52,53 ด้วย

มาตรา 52 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นการให้ประโยชน์ สุจริตไม่ต้องคืน ถ้ารู้หรือไม่สุจริตต้องคืน

มาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้ ถ้าเพิกถอนเพราะทุกอย่างเปลี่ยนไป เรียกค่าทดแทนได้ ถ้าเป็นการให้เงินให้มีผลย้อนหลังได้ด้วย

(สรุปว่า คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ใช่การให้เงิน เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้)

มาตรา 58 ออกคำสั่งแล้วไม่ทำตาม ทำเองแทนได้ เรียกค่าทำบวก 25% ต่อปี หรือค่าปรับวันละสองหมื่นได้

มาตรา 59 ก่อนใช้ 58 ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนก่อน โดยระบุให้ช้ดแจ้งพร้อมมาตราการปรับ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกค่าปรับมากขึ้นภายหลังได้

 

พรบ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาศาลปกครอง

มาตรา 3 หน่วยงานทางปกครอง คือ กระทรวง ทบวง กรม ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่ใช้อำนาจปกครอง

มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(๓) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
 มาตรา 42 จะฟ้องศาลปกครองได้ ต้องอุทธรณ์คำสั่งเสียก่อน

พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

มาตรา 36 คุณสมบัติของข้าราชการ

มาตรา 53 สอบบรรจุ

มาตรา 55 เหตุพิเศษ

มาตรา 85 ผิดวินัยร้ายแรง

มาตรา 91 วิธีพิจารณาความผิด

มาตรา 96 ลงโทษกรณีผิดวินัยไม่ร้ายแรง

มาตรา 97 ลงโทษกรณีผิดวินัยร้ายแรง

 

 

 

=========================

กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายมหาชนแบบเดียวกับรธน.แต่เน้นเรื่องวางระเบียบปกครองเป็นหลัก

ศาลปกครองเป็นระบบไต่สวน

เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชน เพราะถ้ามีคำสั่งปกครองก็บังคับเอกชนได้เลย ไม่ต้องขออำนาจศาลก่อน และทำได้ทันทีด้วย (ทำไปได้ก่อน + ทำได้ทันที)  จึงต้องมีศาลปกครองตรวจสอบฝ่ายปกครองอีกที

ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจได้เมื่อมีกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น

ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดีที่กฎหมายเล็กขัดต่อกฏหมายใหญ่ มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารเฉพาะที่เป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารในเรื่องการเมือง เช่น ไปฟ้องศาลปกครองเรื่องรัฐบาลยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล

คำสั่งฝ่ายปกครองอาจเป็น คำสั่งฝ่ายเดียว คำสั่งที่เป็นสัญญา กรณีละเมิด และกรณีอื่นๆ ก็ได้

องค์กรของรัฐฝ่ายปกครองอาจแบ่งได้เป็น กทม. พัทยา เทศบาล (นคร เมือง ตำบล) อบจ. อบต.

อำนาจฝ่ายบริหารแบ่งเป็นสองอย่าง 1. ควบคุมเอกชนเพื่อรักษาความสงบ 2.ให้บริการสาธารณะ

การควบคุมเอกชน แบ่งเป็นสามอย่าง

  1. อำนาจเหนือกิจกรรมเอกชน (ตำรวจทางปกครอง)
  2. อำนาจเหนือทรัพย์ของเอกชน เช่น เวรคืน ยามสงคราม
  3. อำนาจเหนือการเงินของเอกชน

บริการสาธารณะ (เสมอภาค ต่อเนื่อง พัฒนาอยู่เสมอ)

ผบ.มีอำนาจต่อลูกน้องคือ ยกเลิก เพิกถอน (ย้อนหลัง) แม้แต่ลูกน้องทำโดยชอบตามกม.แต่ผบ.ก็เพิกถอนได้ถ้าเห็นว่าดุลยพินิจของลูกน้องไม่เหมาะสม ผบ.ยังมีอำนาจควบคุมดูแลลูกน้องด้วย

หลักรวมอำนาจ ข้อดี คือ ใช้ทรัพยากรไปอย่างเสมอภาคทุกภาคส่วน แต่ส่วนท้องถิ่นต่างคนต่างทำ, ใช้ทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อนเพราะแบ่งกันใช้ได้, ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพได้ แต่ข้อเสียคือ ประสิทธิภาพอาจไม่ได้เพราะดูแลไม่ทั่วถึง ทรัพยากรต้องกระจายเกินไป ไม่เข้าใจความต้องการของท้องถิ่นจริง ส่วนข้อดีของการกระจายอำนาจคือ แก้ปัญหาได้เร็ว

ท้องถิ่นมีอิสระจะต้อง

  1. อิสระในการกำหนดนโยบายเอง
  2. อิสระในการบริหารงานบุคคล
  3. อิสระในทางการเงิน (เก็บภาษีเอง และนำไปใช้ได้เอง รวมทั้งนำเงินอุดหนุนจากส่วนกลางไปใช้ได้เอง)

อำนาจบังคับบัญชาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่อำนาจกำกับดูแลต้องมีกฎหมายรองรับ

อำนาจกำกับดูแลได้แก่

  1. authorize เช่น ธ.ออมสินจะปล่อยกู้ใครก็ได้ แต่ถ้าจะซื้อหุ้นต้องขออนุมัติจาก รมต.ก่อน
  2. ให้ความเห็นชอบ เช่น จะขึ้นค่าทางด่วนได้ ครม.ต้องเห็นชอบก่อน
  3. อำนาจในการดำเนินการแทน เช่น ถ้าท้องถิ่นทำบกพร่อง ส่วนกลางเข้ามาทำแทนเลย

การกระจายอำนาจมีสองแบก คือ ส่วนกลางให้อำนาจส่วนท้องถิ่น กับ จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ

องค์กรเฉพาะกิจทำได้สามรูปแบบ องค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ (รัฐถือหุ้น 50%) และ องค์กรมหาชน

รัฐวิสาหกิจมีสองแบบ จัดตั้งตามกม.เอกชน (ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น KTB) กับ จัดตั้งตามกฎหมายมหาชน ฟ้องศาลปกครองได้

องก์กรมหาชน จะไม่มุ่งหวังกำไร เช่น มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

สำนักนายก กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ ต้องจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล

จังหวัดจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล อำเภอจัดตั้งด้วยพกก.ไม่เป็นนิติบุคคล

อบจ.ไม่เป็นนิติบุคคล

เทศบาลเป็นนิติบุคคล จัดตั้งด้วยพกก. ผู้ว่าจว.กำกับเทศบาลนคร/เมือง นายอำเภอกำกับเทศบาลตำบล

กทม.และพัทยา เป็นนิติบุคคล กำกับโดยรมตมหาดไทย

ผู้ว่ากทม.บริหารกทม.อย่างเดียว แต่ผู้ว่าจังหวัดทั้งดูแลจังหวัดและกำกับเทศบาลจังหวัดด้วย

ฝ่ายปกครอง ตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครอง หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน ต่างๆ เป็นนิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองคือข้าราชการ รวมลูกจ้างของฝ่ายปกครองด้วย

รัฐบาลใช้อำนาจถ่วงดุล อาศัยอำนาจรธน. และพกก.เกี่ยวกับเรื่องต่างประเทศ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หรือพกก.ใดๆ ที่ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งปกครอง ก็ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น รับจำนำข้าว

นิติกรรมทางปกครอง คือ คำสั่งฝ่ายเดียวโดยเจ้าหน้าที่ เช่น ไฟจราจร ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อเอกชนที่จะต้องทำตาม หรือเปลี่ยนสิทธิไป ถ้ามีผลต่อหลายคนเรียกว่า กฎ เช่น กฎกระทรวง ถ้ามีผลต่อคนเดียว เรียกว่า คำสั่ง

สัญญาทางปกครอง คือ สองฝ่าย นิติเหตูทางปกครอง คือ เกิดฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ

พรบ.วิธิปฏิบัตราชการทางปกครอง

มาตรา 3 คำสั่งปกครองใดๆ ถ้าไม่มีกม.ให้อุทธรณ์คำสั่งได้ ก็ให้อุทรณ์ได้ตามมาตรานี้เสมอ และต้องแจ้งเหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อสนับสนุนก่อนเสมอ ถ้าไม่อุทรณ์ก่อนจะฟ้องศาลปกครองไม่ได้

ผู้ออกคำสั่งปกครองอาจะเป็นเอกชนก็ได้ หากอาศัยกฎหมายในการออกคำสั่ง เช่น สภาทนายความ

การพิจารณาคำสั่ง หมายถึง ขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะออกคำสั่ง

มาตรา 5 คู่กรณีกับฝ่ายปกครองในการอุทธรณ์คำสั่งอาจเป็น ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา 22 คู่กรณีไม่ต้องบรรลุนิติภาวะก็ได้

มาตรา 23 คู่กรณีมีสิทธินำที่ปรึกษาหรือทนายมาร่วมให้ปากคำได้ เช่น ข้าราชการที่ถูกสอบสวนทางวินัย เอาทนายมาช่วยแก้ต่างได้

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดจะเป็นผู้ออกคำสั่งปกครองไม่ได้

คู่กรณีมีสิทธิตั้งตัวแทน ถ้าหากเกิน 50 คน แต่งตั้งตัวแทนที่เป็นบุคคลธรรมดาได้สามวิธีตามมาตรา 24, 25

เจ้าหน้ามี่ต้องให้เอกสารที่คู่กรณีร้องขอ แต่ถ้าคำสั่งยังไม่ออกจะขอไม่ได้ หรือถ้ามีข้อโต้แย้ง เช่น เป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเป็นความลับทางราชการ ให้ส่งไปให้ … เป็นผู้ชี้ขาด

มาตรา 30 เป็นหลักให้ความเป็นธรรม คำสั่งปกครองใดๆ จะบังคับได้ต้องให้โอกาสได้โต้แย้งก่อน

==============================

จากข้อสอบเก่า

ข้าราชการพลเรือนต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือทำงานในพรรคการเมือง แต่เป็นสมาชิกพรรคได้ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

บริการสาธารณะ ต้องเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับมหาชน อาจเป็นทางปกครอง ทางพาณิชย์อุตสาหกรรม หรือสังคมและวัฒนธรรมก็ได้

อายุความฟ้องศาลปกครองคือ 90 วันนับแต่รู้ แต่ถ้าเลยแล้วแต่ศาลเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็รับคดีไว้ได้

การออกคำสั่งทางปกครอง ต้องแจงเหตุผล กฎหมายอ้างอิง และเหตุผลที่มาสนับสนุนดุลยพินิจไว้ด้วย มิฉะนั้นไม่ชอบด้วยกม.

การแต่งตั้งข้าราชการต้องสอบบรรจุ ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น เป็นนักเรียนทุนก็ต้องมาใช้ทุนอยู่แล้ว

การกระจายอำนาจปกครองมีสองแบบ กระจายตามอาณาเขต และกระจายตามกิจการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติ (ผู้สืบสันดาน หรือบุพการี สามชั้น หรือสองชั้นสำหรับการแต่งงาน) ผู้แทนโดยชอบธรรม เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง และกรณีอื่นใดๆ ที่อาจทำให้ไม่เป็นกลาง ห้ามมิให้เป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น

ความผิดอาญาที่มิใช่ประมาทหรือลหุโทษจะทำให้ผิดวินัยร้ายแรงด้วย

ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่สอบสวนว่ามีมูลหรือไม่ โดยอาจสอบเองหรือตั้งกรรมการ ถ้าร้ายแรงต้องให้กพค.พิจารณา ส่วนการลงโทษคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน แต่การปลดออก หรือไล่ออก ต้องเป็นผิดวินัยร้ายแรงเท่านั้น

ถ้าผู้ออกคำสั่งเป็นตำแหน่งสูงสุด ไม่ต้องอุทธรณ์ไปยังผู้ออกคำสั่งก่อน แต่ฟ้องศาลปกครองได้เลย เช่น รัฐมนตรี หรือผู้ว่าราชการ หรือแพทยสภา

ข้าราชการพลเรื่อนที่ทิ้งงานเกินสิบห้าวัน ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง หยุดงานประท้วงอย่างเอกชนไม่ได้

การอุทธรณ์คำสั่งปกครองต้องทำให้สิบห้าวันหลังรู้ ผู้ออกคำสั่งต้องตอบใน 30 วัน หรือเลื่อนไปได้อีก 30 วัน

มาตรา 30 ผู้ออกคำสั่งปกครองต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทบสิทธิโต้แย้ง

หลักกระจายอำนาจ ต้องมีกิจการเอง มีการเลือกตั้ง มีอิสระในการดำเนินงาน เป็นแค่กำกับเท่านั้น

ความผิดวินัยร้ายแรง ได้แก่ ละทิ้ง ละเว้น ทำ ให้ผู้อื่น หรือราชการ เสียหายร้ายแรง ทิ้งงานเกิน 15 วันโดยจงใจ ประพฤติชั่วร้ายแรง ข่มเหงประชาชนร้ายแรง ติดคุก (เว้นประมาท ลหุโทษ)

โทษทางวินัย ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก

การย้ายข้าราชการไปตำแหน่งลดลง ผู้นั้นต้องยินยอม