หัดดูดวง : ตัวอย่างที่ 3

Note_20150127_102128_01

ลัคนาอยู่ราศีพิจิก บุคลิกภาพภายนอกมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดคนรอบข้าง เป็นคนที่ไม่ว่าอดีตจะมีปัญหามากแค่ไหน ก็จะปรับตัวแล้วก้าวเดินต่อไปได้เสมอ

ดาวอังคารเป็นดาวประจำตัว เป็นดาวแห่งความ aggressive ณ เวลาเกิดไปอยู่เรือนสหัสชะ ซึ่งเป็นเรือนที่เกี่ยวกับเพื่อนฝูง ทายได้ว่า ชีวิตมีเรื่องเกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูง ชอบสังคม มีเพื่อน ไม่ชอบอยู่คนเดียว ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างน่าจะเป็นแบบที่ค่อนข้าง aggressive ด้วย คือ รุนแรง ตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก แต่อังคารได้มาตรฐานอุจจ์ (สูงส่ง) ด้วย จึงน่าจะเป็นไปในทางที่ดีกับเจ้าดวง

ดาวเจ้าเรือนสหัสชะเอง (ได้แก่ ดาวเสาร์) ในเวลาที่เกิด ไปสถิตย์เรือนปัตนิ ปัตนิเป็นเรือนแห่งการแต่งงาน หรือหุ้นส่วนก็ได้ จึงอาจทำนายได้ว่า ถ้าหากจะได้คู่ครอง หุ้นส่วน หรือแม้แต่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก็จะได้เพราะการชอบสังคมหรือคบเพื่อนฝูงนี่แหละ (อาจเป็นคู่ครอง เพราะจันทร์เล็งลัคน์พอดีด้วย มีเกณฑ์ได้คู่แท้)

ด้านการงานเรือนกัมมะอยู่ราศีสิงห์ อาทิตย์ได้มาตรฐานเกษตรพอดี ทายว่าอาชีพการงานมั่นคงมาก มีดาวพุธมากุมเรือนกัมมะได้มาตรฐานทั้งมหาจักรและราชาโชค จึงช่วยหนุนดวงเรื่องการงานให้เด่น อาจได้ดีด้านหน้าที่การงานเพราะการสื่อสารด้วย เพราะพุธเป็นดาวสื่อสาร แถมดาวพุธยังเป็นเจ้าเรือนลาภะของเจ้าชะตาด้วย แสดงว่าต้องเป็นเรื่องดีในหน้าที่การงานในแบบที่มีลาภ เป็นโชคด้วย

ดาวพฤหัสกุมลัคน์ ดาวพฤหัสเป็นดาวดี จึงน่าจะให้คุณกับเจ้าดวง ซึ่งอาจเกี่ยวกับกับเรื่องของปัญญาความรู้ต่างๆ แต่ที่อึ้งเล็กน้อยคือ เสาร์เล็งลัคน์ด้วย โบราณว่าเป็นคนดวงแตก ชีวิตต้องมีความอาภัพบางอย่างอยู่

โดยสรุปเป็นดวงของคนที่ชอบสังคม ชอบมีเพื่อน การงานเด่น คู่ดี มีโชคในบางเรื่อง (เช่นเรื่องงาน) ส่วนใหญ่แล้วเป็นดวงที่ดีเด่น แต่ในเวลาเดียวกันก็จะมีบ้างด้านของชีวิตที่ไม่ดีอยู่ด้วย

เหมือนพื้นฐานดวงนี้จะยังมีสตอรี่อย่างอื่นอยู่อีก เช่น ยังไม่ได้ทายอะไรเกี่ยวกับราหูหรือมฤตยูเลย เพราะดันอยู่ในตำแหน่งที่ข้าพเจ้าทายไม่ออก หรือดวงแตกเพราะเสาร์เล็งลัคน์นั้นเป็นดวงแตกในด้านอะไร  เอาเป็นว่าพื้นฐานดวงคนนี้ยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่สำคัญที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทายออกมา เพราะทายไม่เป็น

[โน้ตย่อ] LAW3012 กฎหมายปกครอง

นิติกรรมทางปกครอง หมายถึง การกระทำโดยองค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง เพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฎแก่บุคคลหนึ่งว่าประสงค์จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับบุคคลนั้นโดยที่บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องยินยอม แบ่งออกเป็น คำสั่งทางปกครอง และ กฎ

ลักษณะสำคัญของนิติกรรมทางปกครองคือ ออกโดยองค์กรรัฐ แสดงเจตนาต่อบุคคลหนึ่ง ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ เป็นการแสดงออกมานอกองค์กร

การกระจายอำนาจ แบ่งออกเป็น ทางพื้นที่ กับ ทางบริการ ส่วนการกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง หรือการแบ่งอำนาจปกครอง คือการที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้ตัดสินใจในบางเรื่องแก่ตัวแทนที่รัฐส่งไปประจำ โดยที่ตัวแทนยังอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลางอยู่

บริการสาธารณะ ต้องเป็นบริการตามกฎหมายมหาชน เพื่อสนองความต้องการของประชาชน แบ่งออกเป็น ทางปกครอง ทางอุตสาหกรรม และทางสังคมวัฒนธรรม

พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539

มาตรา 5 มี นิยามของคำสั่งทางปกครอง

มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ต่อไปนี้ออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติสามชั้น (ทางเขยสะใภ้สองชั้น) ผู้แทนหรือเคยเป็นผู้แทน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง ของคู่กรณ๊ และมาตรา 16 รวมถึงกรณีที่มีเหตุอื่นใดที่ร้ายแรงทำให้บุคคลนั้นไม่ควรออกคำสั่งปกครองนั้นได้

มาตรา 30 คู่กรณีมีสิทธิโต้แย้งก่อน มาตรา 31 คู่กรณีมีสิทธิขอเอกสาร

มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองต้องมี ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระ มีข้อกฎหมายที่อ้างถึง และมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลยพินิจ

มาตรา 49 คำสั่งทางปกครอง ผู้ออกคำสั่งเพิกถอนเมื่อไรก็ได้

มาตรา 51 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนได้หมด แต่ให้ดู 52,53 ด้วย

มาตรา 52 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นการให้ประโยชน์ สุจริตไม่ต้องคืน ถ้ารู้หรือไม่สุจริตต้องคืน

มาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้ ถ้าเพิกถอนเพราะทุกอย่างเปลี่ยนไป เรียกค่าทดแทนได้ ถ้าเป็นการให้เงินให้มีผลย้อนหลังได้ด้วย

(สรุปว่า คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ใช่การให้เงิน เพิกถอนย้อนหลังไม่ได้)

มาตรา 58 ออกคำสั่งแล้วไม่ทำตาม ทำเองแทนได้ เรียกค่าทำบวก 25% ต่อปี หรือค่าปรับวันละสองหมื่นได้

มาตรา 59 ก่อนใช้ 58 ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนก่อน โดยระบุให้ช้ดแจ้งพร้อมมาตราการปรับ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกค่าปรับมากขึ้นภายหลังได้

 

พรบ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาศาลปกครอง

มาตรา 3 หน่วยงานทางปกครอง คือ กระทรวง ทบวง กรม ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่ใช้อำนาจปกครอง

มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(๓) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
 มาตรา 42 จะฟ้องศาลปกครองได้ ต้องอุทธรณ์คำสั่งเสียก่อน

พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

มาตรา 36 คุณสมบัติของข้าราชการ

มาตรา 53 สอบบรรจุ

มาตรา 55 เหตุพิเศษ

มาตรา 85 ผิดวินัยร้ายแรง

มาตรา 91 วิธีพิจารณาความผิด

มาตรา 96 ลงโทษกรณีผิดวินัยไม่ร้ายแรง

มาตรา 97 ลงโทษกรณีผิดวินัยร้ายแรง

 

 

 

=========================

กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายมหาชนแบบเดียวกับรธน.แต่เน้นเรื่องวางระเบียบปกครองเป็นหลัก

ศาลปกครองเป็นระบบไต่สวน

เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชน เพราะถ้ามีคำสั่งปกครองก็บังคับเอกชนได้เลย ไม่ต้องขออำนาจศาลก่อน และทำได้ทันทีด้วย (ทำไปได้ก่อน + ทำได้ทันที)  จึงต้องมีศาลปกครองตรวจสอบฝ่ายปกครองอีกที

ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจได้เมื่อมีกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น

ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดีที่กฎหมายเล็กขัดต่อกฏหมายใหญ่ มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารเฉพาะที่เป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่มีอำนาจตัดสินคดีฝ่ายบริหารในเรื่องการเมือง เช่น ไปฟ้องศาลปกครองเรื่องรัฐบาลยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล

คำสั่งฝ่ายปกครองอาจเป็น คำสั่งฝ่ายเดียว คำสั่งที่เป็นสัญญา กรณีละเมิด และกรณีอื่นๆ ก็ได้

องค์กรของรัฐฝ่ายปกครองอาจแบ่งได้เป็น กทม. พัทยา เทศบาล (นคร เมือง ตำบล) อบจ. อบต.

อำนาจฝ่ายบริหารแบ่งเป็นสองอย่าง 1. ควบคุมเอกชนเพื่อรักษาความสงบ 2.ให้บริการสาธารณะ

การควบคุมเอกชน แบ่งเป็นสามอย่าง

  1. อำนาจเหนือกิจกรรมเอกชน (ตำรวจทางปกครอง)
  2. อำนาจเหนือทรัพย์ของเอกชน เช่น เวรคืน ยามสงคราม
  3. อำนาจเหนือการเงินของเอกชน

บริการสาธารณะ (เสมอภาค ต่อเนื่อง พัฒนาอยู่เสมอ)

ผบ.มีอำนาจต่อลูกน้องคือ ยกเลิก เพิกถอน (ย้อนหลัง) แม้แต่ลูกน้องทำโดยชอบตามกม.แต่ผบ.ก็เพิกถอนได้ถ้าเห็นว่าดุลยพินิจของลูกน้องไม่เหมาะสม ผบ.ยังมีอำนาจควบคุมดูแลลูกน้องด้วย

หลักรวมอำนาจ ข้อดี คือ ใช้ทรัพยากรไปอย่างเสมอภาคทุกภาคส่วน แต่ส่วนท้องถิ่นต่างคนต่างทำ, ใช้ทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อนเพราะแบ่งกันใช้ได้, ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพได้ แต่ข้อเสียคือ ประสิทธิภาพอาจไม่ได้เพราะดูแลไม่ทั่วถึง ทรัพยากรต้องกระจายเกินไป ไม่เข้าใจความต้องการของท้องถิ่นจริง ส่วนข้อดีของการกระจายอำนาจคือ แก้ปัญหาได้เร็ว

ท้องถิ่นมีอิสระจะต้อง

  1. อิสระในการกำหนดนโยบายเอง
  2. อิสระในการบริหารงานบุคคล
  3. อิสระในทางการเงิน (เก็บภาษีเอง และนำไปใช้ได้เอง รวมทั้งนำเงินอุดหนุนจากส่วนกลางไปใช้ได้เอง)

อำนาจบังคับบัญชาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่อำนาจกำกับดูแลต้องมีกฎหมายรองรับ

อำนาจกำกับดูแลได้แก่

  1. authorize เช่น ธ.ออมสินจะปล่อยกู้ใครก็ได้ แต่ถ้าจะซื้อหุ้นต้องขออนุมัติจาก รมต.ก่อน
  2. ให้ความเห็นชอบ เช่น จะขึ้นค่าทางด่วนได้ ครม.ต้องเห็นชอบก่อน
  3. อำนาจในการดำเนินการแทน เช่น ถ้าท้องถิ่นทำบกพร่อง ส่วนกลางเข้ามาทำแทนเลย

การกระจายอำนาจมีสองแบก คือ ส่วนกลางให้อำนาจส่วนท้องถิ่น กับ จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ

องค์กรเฉพาะกิจทำได้สามรูปแบบ องค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ (รัฐถือหุ้น 50%) และ องค์กรมหาชน

รัฐวิสาหกิจมีสองแบบ จัดตั้งตามกม.เอกชน (ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น KTB) กับ จัดตั้งตามกฎหมายมหาชน ฟ้องศาลปกครองได้

องก์กรมหาชน จะไม่มุ่งหวังกำไร เช่น มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

สำนักนายก กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ ต้องจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล

จังหวัดจัดตั้งด้วยพรบ.เป็นนิติบุคคล อำเภอจัดตั้งด้วยพกก.ไม่เป็นนิติบุคคล

อบจ.ไม่เป็นนิติบุคคล

เทศบาลเป็นนิติบุคคล จัดตั้งด้วยพกก. ผู้ว่าจว.กำกับเทศบาลนคร/เมือง นายอำเภอกำกับเทศบาลตำบล

กทม.และพัทยา เป็นนิติบุคคล กำกับโดยรมตมหาดไทย

ผู้ว่ากทม.บริหารกทม.อย่างเดียว แต่ผู้ว่าจังหวัดทั้งดูแลจังหวัดและกำกับเทศบาลจังหวัดด้วย

ฝ่ายปกครอง ตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครอง หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน ต่างๆ เป็นนิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองคือข้าราชการ รวมลูกจ้างของฝ่ายปกครองด้วย

รัฐบาลใช้อำนาจถ่วงดุล อาศัยอำนาจรธน. และพกก.เกี่ยวกับเรื่องต่างประเทศ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หรือพกก.ใดๆ ที่ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งปกครอง ก็ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เช่น รับจำนำข้าว

นิติกรรมทางปกครอง คือ คำสั่งฝ่ายเดียวโดยเจ้าหน้าที่ เช่น ไฟจราจร ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อเอกชนที่จะต้องทำตาม หรือเปลี่ยนสิทธิไป ถ้ามีผลต่อหลายคนเรียกว่า กฎ เช่น กฎกระทรวง ถ้ามีผลต่อคนเดียว เรียกว่า คำสั่ง

สัญญาทางปกครอง คือ สองฝ่าย นิติเหตูทางปกครอง คือ เกิดฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ

พรบ.วิธิปฏิบัตราชการทางปกครอง

มาตรา 3 คำสั่งปกครองใดๆ ถ้าไม่มีกม.ให้อุทธรณ์คำสั่งได้ ก็ให้อุทรณ์ได้ตามมาตรานี้เสมอ และต้องแจ้งเหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อสนับสนุนก่อนเสมอ ถ้าไม่อุทรณ์ก่อนจะฟ้องศาลปกครองไม่ได้

ผู้ออกคำสั่งปกครองอาจะเป็นเอกชนก็ได้ หากอาศัยกฎหมายในการออกคำสั่ง เช่น สภาทนายความ

การพิจารณาคำสั่ง หมายถึง ขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะออกคำสั่ง

มาตรา 5 คู่กรณีกับฝ่ายปกครองในการอุทธรณ์คำสั่งอาจเป็น ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา 22 คู่กรณีไม่ต้องบรรลุนิติภาวะก็ได้

มาตรา 23 คู่กรณีมีสิทธินำที่ปรึกษาหรือทนายมาร่วมให้ปากคำได้ เช่น ข้าราชการที่ถูกสอบสวนทางวินัย เอาทนายมาช่วยแก้ต่างได้

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดจะเป็นผู้ออกคำสั่งปกครองไม่ได้

คู่กรณีมีสิทธิตั้งตัวแทน ถ้าหากเกิน 50 คน แต่งตั้งตัวแทนที่เป็นบุคคลธรรมดาได้สามวิธีตามมาตรา 24, 25

เจ้าหน้ามี่ต้องให้เอกสารที่คู่กรณีร้องขอ แต่ถ้าคำสั่งยังไม่ออกจะขอไม่ได้ หรือถ้ามีข้อโต้แย้ง เช่น เป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเป็นความลับทางราชการ ให้ส่งไปให้ … เป็นผู้ชี้ขาด

มาตรา 30 เป็นหลักให้ความเป็นธรรม คำสั่งปกครองใดๆ จะบังคับได้ต้องให้โอกาสได้โต้แย้งก่อน

==============================

จากข้อสอบเก่า

ข้าราชการพลเรือนต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือทำงานในพรรคการเมือง แต่เป็นสมาชิกพรรคได้ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

บริการสาธารณะ ต้องเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับมหาชน อาจเป็นทางปกครอง ทางพาณิชย์อุตสาหกรรม หรือสังคมและวัฒนธรรมก็ได้

อายุความฟ้องศาลปกครองคือ 90 วันนับแต่รู้ แต่ถ้าเลยแล้วแต่ศาลเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็รับคดีไว้ได้

การออกคำสั่งทางปกครอง ต้องแจงเหตุผล กฎหมายอ้างอิง และเหตุผลที่มาสนับสนุนดุลยพินิจไว้ด้วย มิฉะนั้นไม่ชอบด้วยกม.

การแต่งตั้งข้าราชการต้องสอบบรรจุ ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น เป็นนักเรียนทุนก็ต้องมาใช้ทุนอยู่แล้ว

การกระจายอำนาจปกครองมีสองแบบ กระจายตามอาณาเขต และกระจายตามกิจการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่กรณี คู่หมั้น คู่สมรส ญาติ (ผู้สืบสันดาน หรือบุพการี สามชั้น หรือสองชั้นสำหรับการแต่งงาน) ผู้แทนโดยชอบธรรม เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง และกรณีอื่นใดๆ ที่อาจทำให้ไม่เป็นกลาง ห้ามมิให้เป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น

ความผิดอาญาที่มิใช่ประมาทหรือลหุโทษจะทำให้ผิดวินัยร้ายแรงด้วย

ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่สอบสวนว่ามีมูลหรือไม่ โดยอาจสอบเองหรือตั้งกรรมการ ถ้าร้ายแรงต้องให้กพค.พิจารณา ส่วนการลงโทษคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน แต่การปลดออก หรือไล่ออก ต้องเป็นผิดวินัยร้ายแรงเท่านั้น

ถ้าผู้ออกคำสั่งเป็นตำแหน่งสูงสุด ไม่ต้องอุทธรณ์ไปยังผู้ออกคำสั่งก่อน แต่ฟ้องศาลปกครองได้เลย เช่น รัฐมนตรี หรือผู้ว่าราชการ หรือแพทยสภา

ข้าราชการพลเรื่อนที่ทิ้งงานเกินสิบห้าวัน ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง หยุดงานประท้วงอย่างเอกชนไม่ได้

การอุทธรณ์คำสั่งปกครองต้องทำให้สิบห้าวันหลังรู้ ผู้ออกคำสั่งต้องตอบใน 30 วัน หรือเลื่อนไปได้อีก 30 วัน

มาตรา 30 ผู้ออกคำสั่งปกครองต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทบสิทธิโต้แย้ง

หลักกระจายอำนาจ ต้องมีกิจการเอง มีการเลือกตั้ง มีอิสระในการดำเนินงาน เป็นแค่กำกับเท่านั้น

ความผิดวินัยร้ายแรง ได้แก่ ละทิ้ง ละเว้น ทำ ให้ผู้อื่น หรือราชการ เสียหายร้ายแรง ทิ้งงานเกิน 15 วันโดยจงใจ ประพฤติชั่วร้ายแรง ข่มเหงประชาชนร้ายแรง ติดคุก (เว้นประมาท ลหุโทษ)

โทษทางวินัย ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก

การย้ายข้าราชการไปตำแหน่งลดลง ผู้นั้นต้องยินยอม

 

[โน้ตย่อ] LAW3010 ล้มละลาย

คดีล้มละลายเริ่มต้นเมื่อมีเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มาฟ้องว่าลูกหนี้มี “หนี้สินล้นพ้นตัว” (7) โดยอ้างข้อสันนิษฐานหนึ่งในเก้าข้อ (8) ผู้ฟ้องต้องเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน (9) หรือเจ้าหนี้มีประกันที่สัญญาว่าจะยอมสละหลักประกันหรือตีราคา (10) และหนี้เป็นจำนวนที่แน่นอนรวมกันหนึ่งล้านหรือสองล้านถ้าเป็นนิติบุคคล

ศาลรับคำฟ้องแล้วต้องกำหนดวันนัดพิจารณาเป็นการด่วน ออกหมายเรียก และส่งสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน (13) โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตาม (9) (10) ถ้ามีมูลให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถ้าไม่มีให้ยกฟ้อง (14) ยังถอนฟ้องได้หรือโจทก์คนอื่นก็ยังฟ้องได้หรือขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวด้วยก็ได้ก่อนพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ (เด็ดขาดหรือชั่วคราว) ทำให้ จพท.มีอำนาจแทนลูกหนี้ทันที (19) และเป็นเสมือนหมายเรียก จพท.มีอำนาจยึดทรัพย์ของลูกหนี้และทรัพย์ที่ลูกหนี้ครอบครอง แต่ถ้าเป็นทรัพย์ของลูกหนี้ที่คนอื่นครอบครองไว้ต้องมีหมายค้น (20) และลูกหนี้ต้องแจงหุ้นส่วนใน 24 ชม. และแจกทรัพย์สินในเจ็ดวัน (30) มูลหนี้ใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ “เด็ดขาด” ต้องมาขอรับชำระหนี้เท่านั้น

จพท.มีอำนาจจัดการ รวบรวม ฟ้องคดี ประนีประนอม แทนลูกหนี้ (22) ลูกหนี้มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์ (23) จพท ต้องประกาศให้เจ้าหนี้มาขอรับชำระหนี้ แล้วเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก (31) เพื่อถามมติพิเศษประนอมหนี้ ถามมติธรรมดาล้มละลาย และถามวิธีจัดการทรัพย์ ศาลต้องไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย (42) เพื่อทราบถึงพฤติการณ์ของลูกหนี้ ก่อนมีคำสั่งเห็นชอบมติประนอมหนี้ได้

มติประนีประนอมยังไม่ผูกพันเจ้าหนี้ทุกคนจนกว่าศาลจะเห็นชอบด้วย และทำได้ครั้งเดียวก่อนล้ม หากศาลไม่เห็นชอบต้องให้ล้มไปก่อนแล้วค่อยขอประนอมหนี้รอบใหม่

เมื่อศาลเห็นชอบปนน.แล้วจึงจะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดที่”ขอรับชำระหนี้”ไว้

เจ้าหนี้สรรพากรและฉ้อโกง (56) (77) ไม่ผูกมัดคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ประนอมหนี้ หรือปลดล้มละลาย

ถ้าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ล้มละลาย หรือไม่ได้มติประนอมหนี้ ก็ให้ศาลพิพากษาล้ม ซึ่งจะมีผลย้อนไปถึงวันที่พิทักษ์ทรัพย์ หลังล้มแล้วก็ยังขอประนอมหนี้ได้

ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แต่ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ยังไม่หลุด และไม่ได้รับการประนอมหนี้ด้วย

คำสั่งล้มละลายมีผลย้อนไปถึงวันที่มีคำสั่งพิทักษ์ (เด็ดขาดหรือชั่วคราว)

คำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ทำให้ลูกหนี้กลายเป็นผู้ล้มละลาย (61)

ประกาศราชกิจจาใน 4 ขั้นตอน 1) พิทักษ์ทรัพย์และเรียกให้มารับชำระหนี้ 2) เรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก 3) ศาลเห็นชอบให้ประนอมหนีได้ 4) ศาลมีคำสั่งให้ล้มละลาย

ฟ้องห้างและหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเป็นคดีเดียวกันได้ ฟ้องลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งแม้คนอื่นยังมีเงินจ่ายก็ได้

จพท.เท่านั้นที่มีสิทธิท้วงศาลกรณีผิดตกหล่น

 

============================

คดีฟื้นฟู มาตรา 90

ยื่น “คำร้องขอ”ได้เสมอก่อนพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (2) ลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว สิบล้าน มีเหตุและช่องทางฟื้นฟู (3) ผู้ยื่นคำร้องขออาจเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือบุคคลตาม (4) ยื่นแล้วถอนไม่ได้ เว้นแต่ศาลอนุญาต แต่ให้ฟื้นฟูแล้วศาลก็ถอนไม่ได้

(10) ให้ศาลไต่สวนโดยด่วน ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้คัดค้านได้ในสามวันก่อนไต่สวนนัดแรก หากไม่มีมูลให้ยกฟ้อง ถ้ามีมูลให้มี “คำสั่งฟื้นฟูกิจการ” ลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์ให้ผู้บริหารชั่วคราว (21)

(12) automatic stay มีผลตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องขอ จนถึงวันที่แผนจบ

ขอยกเว้น automatic stay ได้ตาม (13) คือ อ้างว่าเป็นหนี้ที่ไม่จำเป็นต่อการฟื้นฟู หรือมิให้ความคุ้มครองเจ้าหนี้มีประกันมากพอ

(17) ถ้าไม่มีคนคัดค้าน เมื่อศาลสั่งฟื้นฟูแล้วจะตั้งคนที่ผู้ร้องขอเสนอเป็นผู้ทำแผนก็ได้ มิฉะนั้นต้องนัดประชุมเจ้าหนี้ ถ้าลูกหนี้ไม่เสนอใคร เจ้าหนี้ต้องได้เสียงข้างมาก แต่ถ้าลูกหนี้เสนอใคร เจ้าหนี้ต้องได้เสียงสองในสาม ถ้าศาลไม่เห็นด้วย ให้โหวตใหม่่ ถ้าไม่สำเร็จให้โหวตอีกรอบ ถ้ายังไม่ได้ ให้ยกเลิกคำสั่งฟื้นฟู

(20) ในช่วงที่มีคำสั่งฟื้นฟูแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ทำแผน ให้อำนาจเป็นของผู้บริหารชั่วคราวภายใต้การกำกับของจพท.หรือให้จพท.มีอำนาจ เมื่อมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว อำนาจเป็นของผู้ทำแผน (24)

(26) เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าหนี้ที่มูลหนี้เกิดก่อนคำสั่งฟื้นฟูต้องมาขอรับชำระหนี้ในหนึ่งเดือน เจ้าหนี้มีประกันไม่ต้องขอรับชำระแต่ต้องให้ผู้ทำแผนตรวจ เจ้าหนี้ภาษีไม่ต้องขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ค่าเช่าซื้อและค่าไฟในระหว่างมีคำสั่งฟื้นฟูถึงวันแต่งตั้งผู้ทำแผนก็ไม่ต้องขอรับชำระหนี้ แต่ต้องขอหนังสือรับรองสิทธิจากผู้ทำแผน ถ้าผู้ทำแผนปฏิเสธก็ต้องแย้งในสิบสี่วัน

(44) เมื่อผู้ทำแผนทำแผนเสร็จแล้ว โหวตรับแผนเป็นมติพิเศษของเจ้าหนี้ทุกกลุ่ม แล้วให้ศาลเห็นชอบแผนตาม (58) เมื่อมีคำสั่งเห็นชอบแผนแล้ว อำนาจย้ายจากผู้ทำแผนเป็นของ ผู้บริหารแผน (59) และย่อมทำให้ผูกมัดเจ้าหนี้ (60)

==================

เจ้าหนี้มีประกันมี 4 ชนิด 1) จำนำ 2) จำนอง 3) สิทธิยึดหน่วง 4) เจ้าหนี้บุริมสิทธิที่ปังคับเอาได้อย่างเจ้าหนี้จำนำ

เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องล้มละลายไม่ได้ เว้นแต่มีข้อกำหนดให้เรียกหนี้ส่วนต่างได้ และแจ้งมาในฟ้องว่าจะยอมสละหลักประกัน หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องแล้วยังขาดอีกหนึ่งล้านบาท

เมื่อศาลรับฟ้องแล้วต้องกำหนด “วันนั่งพิจารณา” โดยด่วน ในวันนั้น ลูกหนี้จะมานำสืบหรือไม่มาก็ได้ ไม่ถือว่าขาดนัด

พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวใช้ในกรณีที่ยังไม่มีเหตุตามมาตรา 8 แต่จำเป็นต้องพิทัพษ์ทรัพย์ไว้ก่อน

คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ทำให้จพท.มีอำนาจเหนือลูกหนี้เลย และต้องลงนสพ.ด้วย แต่ถ้าจะให้ลูกหนี้สาบาน หรือทำให้เจ้าหนี้แพ่งฟ้องไม่ได้ หรือทำให้เจ้าหนี้ต้องมาขอรับชำระหนี้เท่านั้น จะต้องเป็นการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ห้ามศาลเห็นชอบปนน.ก่อนไต่สวนโดยเปิดเผย แต่ศาลสั่งล้มละลายได้โดยไม่ต้องไต่สวนโดยเปิดเผยก่อน

หนี้ภาษีและหนี้ฉ้อโกง ไม่ผูกพัน คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ คำสั่งประนอมหนี้ คำสั่งปลดล้มละลาย

วันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน ให้พิจารณา คุณสมบัติของเจ้าหนี้ และข้อสันนิษฐานตาม ม.8

ไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ให้พิจารณา เหตุที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว กิจการ พฤติการณ์ของลูกหนี้

ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก ให้ถามเรื่องปนน. ล้มละลาย และวิธีจัดการทรัพย์สิน

ถ้าโจทก์นำสืบได้ว่า หนี ซ่อน ทุจริต ศาลมีสิทธิสั่งให้จพท.ไปค้น ขัง หรือออกหมายจับได้ก่อน และศาลมีสิทธิแก้ไขคำสั่งนี้ได้ทุกเมื่อ (รวมทั้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวด้วย)

จพท.มีสิทธิคัดค้านมติใดๆ ของเจ้าหนี้ได้แต่ต้องร้องศาลในเจ็ดวันนับแต่เจ้าหนี้มีมตินั้น

วันนั่งพิจารณาเป็นการด่วนต้องบอกลูกหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ลูกหนี้ต้องยื่นรายชื่อหุ้นส่วนใน 24 ชม. (ม.30(1))หลังพิทักษ์เด็ดขาดและยื่นบัญชีทรัพยสินใน 7 วัน (ม.30(2)) ถ้าจะขอปนน.ด้วยต้องยื่นภายใน 7 วันหลังวันยื่นบัญชีทรัพย์สิน

วันที่ศาลจะพิจารณาเห็นชอบมติปนน. ต้องแจ้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ล่วงหน้า 7 วัน และจพท.ต้องส่งรายงานให้ศาลล่วงหน้า 3 วัน

ศาลต้องพิจารณาคำค้านของจพท.และคำค้านของเจ้าหนี้เรื่องปนน. เจ้าหนี้ที่โหวตยอมรับก็ค้านได้

ถ้าศาลไม่เห็นชอบปนน.ต้องให้ลูกหนี้ล้มละลายเท่านั้น

17 พททชั่วคราว// 19,22 อำนาจของจพท.เมื่อพทท.แล้ว// 23,30 หน้าที่ของลูกหนี้

53 ศาลไม่ต้องเห็นชอบมติปนน.ก็ได้ หากไม่ใช้หนี้ตามลำดับ และเจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน

56 มติปนน.ผูกมัดเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ทุกรายเมื่อศาลเห็นชอบมติ

62 คำสั่งล้มละลายมีผลย้อนไปถึงวันพทท.

77 เจ้าหนี้ภาษีและคดีฉ้อโกงไม่ผูกพันตามมติปนน.

=================

ถ้าไม่มีใครคัดค้านคำร้องขอ (3 วันก่อนไต่สวนนัดแรก) ศาลอาจมีคำสั่งให้ฟื้นฟูโดยไม่ต้องไต่สวนโดยด่วนเลยก็ได้

ถ้าไม่มีใครคัดค้านชื่อผู้ทำแผน ศาลจะอนุมัติผู้ทำแผนด้วยเลยก็ได้ แต่ถ้ามี ศาลต้องเรียกประชุมเจ้าหนี้เท่านั้น

คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์

90/12 คือ automatic stay มีผลตั้งแต่ยื่นคำร้องขอจนเลิกฟื้นฟู ยกเว้นเรื่องห้ามฟ้องและบังคับคดีมูลหนี้จะต้องเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่ง “เห็นชอบด้วยแผน”

ผลของการฝ่าฝืน 90/12 คือ โมฆะ

90/13 คือ ขอยกเว้น automatic stay ต้อง เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องการฟื้นฟู หรือ เจ้าหนี้มีประกันไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิเพียงพอ (ไม่ชดเชย หาหลักประกันเพิ่ม หรือทำให้เจ้าหนี้พอใจ ในส่วนของมูลค่าหลักประกันที่ด้อยลงกว่ามูลหนี้)

ผู้บริหารชั่วคราว มีอำนาจหลังคำสั่งให้ฟื้นฟูและก่อนคำสั่งตั้งผู้ทำแผน อาจเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ กลุ่มบุคคลใดๆ โดยมีจพท.กำกับ หรือจพท.เป็นเองก็ได้

คำสั่งตั้งผู้ทำแผน ส่งผลให้เจ้าหนี้ต้องมาขอรับชำระหนี้ในหนึ่งเดือนหลังโฆษณา มูลหนี้ต้องเกิดก่อนคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้ภาษีหรือหนี้ที่ผู้ทำแผนก่อหลังคำสั่งให้ฟื้นฟู เป็นหนี้ที่ไม่ต้องขอรับชำระหนี้ แต่ต้องขอใบรับรอง เจ้าหนี้มีประกันไม่ต้องขอรับชำระหนี้แต่ต้องให้ผู้ทำแผนตรวจดู

ผู้ทำแผนมีสิทธิปฏิเสธหนี้ที่ขอใบรับรองใน 14 วัน เจ้าหนี้ต้องมายื่นขอรับชำระหนี้แทนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมเพื่อพิจารณาแผนหรือวันที่ได้รับคำปฏิเสธ

90/39 ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน มีสิทธิทวงหนี้ของลูกหนี้จากใครก็ได้ บุคคลนั้นต้องโต้แย้งทั้งจำนวนเป็นหนังสือภายใน 14 วัน มิฉะนั้นถือว่ายอมรับ

ผู้ทำแผนต้องส่งแผนในสามเดือนนับแต่วันที่มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน ขยายได้อีกครั้งละหนึ่งเดือนสองครั้ง กำหนดประชุมพิจารณาแผนล่วงหน้า 10 วัน ขอแก้ไขใน 3 วันก่อนประชุม

มติ”ยอมรับ”แผนต้องเป็นมติพิเศษของจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ทุกชั้นแต่ละชั้น หรือมีอย่างน้อยหนึ่งชั้นที่เป็นมติพิเศษและรวมทุกชั้นแล้วเป็นมติเสียงข้างมาก

มติยอมรับแผนยังต้องให้ศาลเห็นชอบอีก ถ้าเห็นชอบแล้ว อำนาจเป็นของผู้บริหารแผน และผูกมัดเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระทุกราย (เว้น หนี้ภาษี หนี้ที่ผู้ทำแผนก่อ ) ถ้าไม่เห็นชอบ ให้นัดพิจารณาว่าจะให้ล้มละลายหรือไม่

แผนไม่เกินห้าปี ยืดได้ครั้งละปีสองครั้ง ไม่เกี่ยวกับระยะเวลายืดหนี้

ถ้าศาลเห็นว่าแผนไปไม่รอด อาจมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟู แล้วให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแทน

ถ้าศาลเห็นว่าแผนสำเร็จ ให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟู หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ไว้เป็นอันหลุดพ้น แต่หนี้ที่ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตกลงไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้นต่อไป

คำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟู มีผลให้ทุกอย่างกลับไปก่อนที่จะมีการร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ

คำสั่งให้ฟื้นฟู ทำให้ลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์ คำสั่งตั้งผู้ทำแผนทำให้เจ้าหนี้ต้องมาขอรับชำระหนี้ คำสั่งเห็นชอบแผนผูกพันเจ้าหนี้