จรรยาบรรณและวิชาชีพนักกฎหมาย

กฎหมาย คือ แบบแผนที่กำหนดความประพฤติของคนในสังคม มีบทบังคับที่จัดระเบียบไว้ มีบทลงโทษ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อความยุติธรรม

ความยุติธรรมของอริสโตเติล คือ ความเสมอภาค ทั้งทางจัดสรร (สถานะเดียวกัน ปฏิบัติเหมือนกัน) และทางชดเชย (ละเมิดต้องชดใช้)

ความยุติธรรมต้องได้สมดุลระหว่าง อธิบายได้ เสมอภาค มีเสรีภาพ มีความมั่นคง

การจำกัดเสรีภาพทำได้เพื่อความมั่นคงและภายใต้กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น 

ความยุติธรรมต้องอาศัยนักกฎหมายด้วย ทนายต้องอำนาจความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย ศาลต้องตีความกม.เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย นักกฎหมายต้องแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการที่กฎหมายให้ทำได้เพื่อให้กฎหมายดีขึ้น 

บ่อเกิดกฎหมาย คือ ศาสนา จารีต หลักความยุติธรรม คำพิพากษา ความเห็นนักปราชญ์

สำนักกฎหมายธรรมชาติเห็นว่ากฎหมายเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง จึงไม่ต้องนิยาม สำนักปฏิฐานนิยม เห็นว่า กฎหมาย เป็นคำสั่งของรัฐาธิปัตย์

นักกฎหมายต้อง รู้ และ ใช้ กฎหมายเป็น

หน้าที่นักกฎหมาย ให้คำปรึกษา ว่าความ ปรับปรุงวิชาชีพ ผู้นำมติมหาชน ดำรงตนเพื่อสาธารณะ

ผู้นำมติมหาชน หมายถึง แนะนำคนอื่นให้ทำตามกฎหมาย หรือแปลว่าเป็นผู้นำประเทศก็ได้ 

องค์กรวิชาชีพมีหน้าที่ ควบคุม (จัดสอบ จัดอบรม รับรองผล ดูแลวินัยและมารยาท) และส่งเสริม (จัดอบรม ลดการตัดราคากันเอง ส่งเสริมศักดิ์ศรีของอาชีพ)

การอบรมคือทำให้เป็นคนดี การศึกษาคือทำให้เป็นคนเก่ง เป้าหมายของการศึกษากฎหมายคือ สุขุม รอบคอบ หนักแน่น สุจริต รู้วิชาอื่น เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

จรรยาบรรณของนักกฎหมายคือ ความยุติธรรม และการรับใช้สังคม

สมาชิกเนมี 5 ประเภท สามัญ วิสามัญ สมทบ ภาคี (กำลังเรียน) กิตติมศักดิ์ 

ทนายความต้องมีคุณสมบัติครบ 11 ข้อ คนไทย จบป.ตรี เป็นสมาชิกเน ไม่เป็นข้าราชการประจำ อายุ 25 ฯลฯ

คดีมารยาททนาย ผู้เสียหายฟ้อง ทนายฟ้องกันเอง สภาทนายเอาเรื่องเอง ได้หมด มีโทษคือ ภาคทัณฑ์ ห้ามว่าความไม่เกินสามปี ลบชื่อ (สมัครใหม่หลังห้าปีได้)

หน้าที่สภาทนาย ตัดสินคดีมารยาท ช่วยเหลือทนายทางการเงิน เป็นที่พึ่งของประชาชน (ปรึกษาฟรีทุกชนิด ว่าความฟรีเฉพาะคนจนที่ไม่ผิด)

คณะกรรมการสภาทนายมี 25 คน มีหน้าที่ บริหารงานสภา ออกข้อบังคับ ตั้งอนุกรรมการ แต่คณะกรรมการมารยาทมี 15 คน มีหน้าที่ดูคดีมารยาท

ประธานคณะกรรมการมารยาท จะแต่งตั้งกรรมการสอบสวน 3 คน กลั่นกรองคดีเสนอคณะกรรมการมารยาทเพื่อตัดสินลงโทษ แล้วเสนอคณะกรรมการสภา ให้ยืน แก้ หรือกลับคำพิพากษา หรือจำเลยจะอุธรณ์ต่อคณะกรรมการสภา หรือนายกพิเศษ (รมต.ยุติธรรม) ก็ได้

นายกพิเศษ จะตัดสินใหม่ แต่งตั้งหรือไล่คณะกรรมสภาทนาย ก็ได้ ข้อบังคับก็ต้องให้นายกพิเศษเห็นชอบด้วย

 

 

หนังสือ 10 เล่มโปรด

โดนหมอมานพ Tag มาครับ ไม่รู้ว่าเลย 24 ชม.แล้วจะยังตอบได้รึเปล่า อิอิ

ผมชอบหนังสือหลายเล่มมาก แต่เล่มที่จะเป็นเล่มโปรดจริงๆ คงต้องเป็นระดับที่ส่งอิทธิพลต่อโลกทัศน์ และการใช้ชีวิตของผมนะครับ แนวหนังสืออาจจะกว้างสักหน่อย เพราะรวบรวมมาตั้งแต่เกิด

1. Personality Types: Using the Enneagram for Self-Discovery

เล่มนี้พูดถึงทฤษฎีบุคลิกภาพเก่าแก่อันหนึ่งชื่อ Enneagram เชื่อว่าเดี๋ยวนี้คนไทยน่าจะพอรู้จักทฤษฏีนี้กันแล้ว มันเป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่อธิบายนิสัยของคนได้แบบลึกซื้ง และเหมือนคนจริงมากอย่างน่าตกใจ มันช่วยให้ผมเข้าใจตัวเอง และมีความภาคภูมิในตัวตน (Self-esteem) มากขึ้น

2. ฟิสิกส์เพื่อความเพลิดเพลิน Physics for Entertainment

เล่มนี้เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย เป็นหนังสือฟิสิกส์ที่เขียนได้สนุกที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา ไม่อยากเชื่อว่าคนเขียนจะรอบรู้เรื่องวิทยาศาสตร์มากขนาดนี้ และยังมีพรสวรรค์ในการนำเสนอด้วย อ่านเล่มนี้แล้วพอมาเจอวิชาฟิสิกส์ในโรงเรียนกลับผิดหวัง เพราะเน้นแต่การทำโจทย์ และการคำนวณ ซึ่งไม่ใช่แก่นของวิชาฟิสิกส์เลย ถ้าใครอยากรู้ว่าแก่นของวิชาฟิสิกส์เป็นยังไง แนะนำให้อ่านเล่มนี้ครับ มีสองเล่มจบนะครับ คนเขียนเสียชีวิตในสงคราม เพราะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารครับ

3. Armchair Economist: Economics & Everyday Life by Steven E. Landsburg [1995]

เล่มนี้เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์แนว Popular Economist เล่มแรกที่จุดประกายให้ผมรักวิชานี้มากจนกลายมาเป็นคนที่ทำมาหากินกับวิชานี้ไปเลย เนื้อหามันช่างโดนใจพวกคิดมากอย่างผมจริงๆ ผมว่าเล่มนี้ cool กว่า Freakonomics ซะอีก แต่ดันออกมาในจังหวะที่แนวนี้ยังไม่มา ผมกว่าการที่หนังสือเล่มหนึ่งทำให้เรากลายเป็นคนที่มี Passion กับเรื่องอะไรสักอย่าง จนกลายเป็นเป้าหมายชีวิต มันเป็นอะไรที่มีค่ามากจริงๆ ของหนังสือ 

4. Buddhism Plain and Simple by Steve Hagen

เล่มนี้เขียนโดยพระเซ็น แต่เป็นชาวอเมริกัน เป็นหนังสือเล่มแรกที่พาผมออกไปเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่อยู่นอกประเทศไทย จึงเป็นหนังสือที่เปลี่ยนมุมมองของผมออกจากพุทธแนวเถรวาท และทำให้รู้ว่าชาวพุทธนอกประเทศไทยเขามองพุทธศาสนาต่างกันเรายังไง แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้ผมโดนด่าว่าเป็นพวกบิดเบือนพุทธบ้างไรบ้าง แต่ผมกลับรู้สึกขอบคุณหนังสือเล่มนี้ ที่ทำใ้ห้ผมสามารถออกจากกรอบ dogma ของพุทธแบบไทยได้

5.Beating the Street by Peter Lynch

เล่มนี้เคยพูดถึงบ่อยแล้ว ไม่ต้องอธิบายแล้ว 

6. รู้รอบตัวแสนสนุก

ผมเป็นพวกเนิร์ดตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นจะบ้าพวกหนังสือความรู้รอบตัวมากเป็นพิเศษ หนังสือชุดนี้เป็นการ์ตูนความรู้รอบตัวชุดแรกที่เคยอ่านตั้งแต่เด็ก และเชื่อว่าเป็นหนังสือโปรดของใครหลายๆ คนที่โตมาในยุคเดียวกับผมด้วย (เฉพาะพวกเนิร์ดๆ นะครับ)  อยากเชียร์ให้ซีเอ็ดเอากลับมาพิมพ์ใหม่อีก

7. นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์

คงเป็นนิตยสารหัวที่ผมชอบมากที่สุดแล้ว รู้สึกว่าเขามีแนวเป็นของตัวเอง อ่านแต่เนื้อหา ก็จะเดาได้ว่าเป็นดิอิโคโนมิสต์ ซึ่งค่อนข้างจะมีวิธีคิดที่ต่างกับนิตยสารหัวอเมริกันอยู่พอสมควร (พวกหลังนี่อ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันกลวงๆ ยังไงไม่รู้)​ ถึงผมไม่ได้เห็นด้วยกับดิอิโคโนมิสต์ ทุกอย่าง (และผมไม่เชื่อว่าสื่อมวลชนจำเป็นต้องเป็นกลาง) แต่ผมคิดว่า นิตยสารเล่มนี้คือความเป็นเลิศของวิชาชีพสื่อ เท่าที่จะมีสื่อไหนไปถึงจุดนั้นได้

8 . สามก๊กฉบับพระยาพระคลังหน

ยังไงๆ สามก๊กก็ยังเป็นวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในความคิดผม เพราะความแยบคาย ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง ความซับซ้อนของการแต่ง และนิสัยของตัวละครที่เหมือนจริง ส่วนคำกล่าวที่ว่า ใครอ่านครบสามรอบ คบไม่ได้ ผมว่ามันออกจะเว่อร์ไปนิด ถ้าคุณอ่านเรื่องนี้หลายๆ รอบ แม้แต่รอบ 4,5,6 ขึ้นไป คุณก็ยังเจออะไรใหม่ๆ ที่มองข้ามไปในรอบแรกๆ ได้เสมอ ต้องอ่านเยอะกว่าสามรอบอีกครับ

9.  Capitalism and Freedom: Fortieth Anniversary Edition by Milton Friedman 

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมยังคงเป็นพวกเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างเหนียวแน่นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ใครอย่าได้อ่านเชียว จะหลงรักเศรษฐกิจแบบตลาดแบบถอนตัวไม่ขึ้น (แต่ต้องอ่านแบบตั้งใจอ่านจริงๆ นะ ไม่ใช่อ่านลวกๆ) เป็นหนังสือที่คนเขียนสามารถอธิบายเหตุผลในจุดยืนของตัวเองได้อย่างชัดเจน น่าเชื่อถือ และเป็นตัวอย่างของคนที่รู้จริงในสิ่งที่พูดเขียนและเชื่อเป็นอย่างยิ่ง

10. Teaming with Microbes: The Organic Gardener’s Guide to the Soil Food Web, Revised Edition

เล่มนี้อาจจะไม่ถึงกับตรงตามนิยามคำว่าหนังสือโปรดของผมทีเดียวนัก แต่เนื่องจากช่วงหลายปีหลังนี้ ผมยังไม่พบหนังสือเล่มโปรดอีกเลย เล่มนี้ถือว่าเป็นหนังสือที่ชอบที่สุดแล้วในรอบหลายปีที่ได้อ่าน ถ้าใครคิดว่าเรื่องดินไม่เห็นจะมีอะไรเลย ลองอ่านเรื่องนี้แล้วจะทึ่งว่า วิทยาศาสตร์ของดิน มันขนาดนี้เลยเหรอ btw ช่วงนี้ผมหันมาอ่านวิทยาศาสตร์มากขึ้นหลังจากที่เลิกอ่านไปหลายสิบปี ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน บางทีอาจเป็นเพราะผมเริ่มเบื่อหน่ายกับพวก Soft Subject ที่จะใครแถยังไงก็ได้  

Backpacking

นานๆ ทีก็ได้แบกเป้ออกไปท่องเที่ยวไกลๆ แบบติดดินก็เหมือนเป็น Pilgrimage อย่างหนึ่งสำหรับโลกสมัยใหม่  

ออกไปลำบากเสียบ้าง เพื่อให้ยังจำได้ว่า ชีวิตจริงๆ บนโลกใบนี้มันเป็นอย่างไร เพราะชีวิตในเมืองทุกวัน เราพบแต่ความสะดวกสบายจนเคยตัว ได้อยู่แบบลำบากเสียบ้าง จะได้เป็นคนอยู่ง่าย เกิดมีอะไรที่ไม่คาดฝันเกี่ยวกับชีวิตขึ้นมา จะได้ไม่รู้สึกลำบาก

ถ้าไปคนเดียว ก็มีข้อดีตรงที่ อยากไปเที่ยวที่ไหน แวะนานแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจเพื่อนร่วมทาง แต่จะต้องรับผิดชอบตัวเองได้ทุกอย่าง และตลอดเวลา เป็นการฝึกความกล้าหาญอย่างหนึ่งด้วย

ถ้าไปสองคน ต้องฝึกการอยู่ร่วมกัน ต้องเกรงใจ เพราะคนสองคนรสนิยมการเที่ยวจะไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องเกรงใจ อาจไม่ได้ไปแวะบางที่ เพราะว่าต้องเกรงใจอีกคนหนึ่ง เพราะเขาไม่สนใจ ไม่อยากให้เขาเสียเวลามากเกินไป

บางคนเวลาไปเที่ยวชอบเตรียมล่วงหน้า มีแผนที่ชัดเจน บางคนชอบไปแบบสบายๆ คิดวันต่อวัน เวลาไปด้วยกันก็จะเกิดภาวะขัดแย้งกันได้ บางคนชอบถามทาง บางคนชอบดูแผนที่เองมากกว่า อันนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน

อยู่ด้วยกันแค่สองคนติดต่อกันหลายๆ วัน อาจจะรู้สึกรำคาญ เบื่อหน้า ด้านที่ไม่ดีของแต่ละคนจะเริ่มโผล่ออกมา ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรับมือให้ได้ แต่ก็ดีกว่าไปคนเดียวตรงที่มีคนช่วยคิด ช่วยไหนเหนื่อยสุดๆ ก็อู้ได้ เพราะบอกให้อีกคนหนึ่งลุยแทนไปก่อน เป็นต้น

ไปสามคน อันนี้จะดีที่สุด เพราะถ้าเป็นสามคน Dynamic ของการอยู่ร่วมกันจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ถ้าคนไหนมีข้อเสียอันหนึ่ง อีกคนหนึ่งอาจจะไม่มีข้อเสียนั้น เราสามารถพักโดยเลิกสนใจคนหนึ่งไปชั่วคราวได้ ทำให้มีช่องทางระบายอารมณ์มากกว่าการไปแค่สองคน

แต่ถ้าเริ่มไปตั้งแต่สี่คนขึ้นไป โอกาสในการฝึกตนพวกนี้จะหายไปแล้ว ยิ่งถ้าไปกรุ๊ปทัวร์ อันนี้จบข่าวเลย สบายสุดๆ ไกด์คิดแทนเราทุกอย่าง ไปแต่ตัว ไม่ต้องเอาสมองไปเลยก็ได้ แถมรู้สึกไม่พอใจอะไร ก็มาดุด่าไกด์ระบายอารมณ์ได้อีกต่างหาก ไกด์เถียงไม่ได้เพราะว่าเราเป็นลูกค้า พูดง่ายๆ ก็คือ สปอยสุดๆ

แต่ข้อเสียของการไปกรุ๊ปทัวร์คือไม่มีอิสระ ต้องตื่นกี่โมง กลับกี่โมง ตามตาราง อยากแวะที่ไหนนาน ที่ไหนสั้น ก็เลือกไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบเที่ยวแนวมิวเซียม อันนี้จบเลย เพราะว่ากรุ๊ปทัวร์เขาจัดให้แบบนั้นไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบช้อปปิ้งมากกว่า เกลียดมิวเซียมที่สุด แบบนี้ไปก็เหมือนไม่ได้ไป

บางทัวร์เหมือนเป็นแค่ทัวร์ชะโงก คือสักแต่ว่าฉันเคยไปตรงนี้แล้ว ถ่ายรูปเซลฟี่มาหนึ่งใบ แต่ไม่ต้องดื่มด่ำกับบรรยากาศเพราะเวลามีน้อย ประเภททัวร์ 10 วัน 15 ประเทศ อะไรเงี้ย

เพราะฉะนั้นถึงลำบากยังไง ไป Backpack ก็สนุกกว่าอยู่ดี

ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกเมื่อไร