นโยบายแยกขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม

หน้าตาของนโยบายสาธารณะที่ดี ควรมีลักษณะแบบไหน

เดี๋ยวนี้เราพบเห็นถังขยะแบบแยกขยะได้มากขึ้นในกรุงเทพมหานคร

แต่เอาจริงๆ นะ ผมว่าการให้ทุกคนช่วยกันแยกขยะด้วยตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะแยกขยะได้อย่างถูกต้อง ต้องเป็นคนที่มีความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมค่อนข้างลึกเลยทีเดียว

ลองทายดูสิครับว่า ขยะอย่างแก้วกาแฟที่กินแล้วในภาพ จะต้องทิ้งในถังไหนระหว่าง ขยะทั่วไป ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล

คำตอบที่ถูกคือ คุณต้องเทกาแฟและน้ำแข็งที่เหลือลงไปในถังย่อยสลายก่อน จากนั้นแกะกระดาษทิชชู่ออกมาทิ้งลงไปในถังขยะทั่วไป แล้วเอาแก้วกับหลอดใส่ลงในถังรีไซเคิล

จะมีสักกี่คนที่รู้

ขนาดมีป้ายแนะนำไว้แบบนี้

ผมสงสัยว่า แม้แต่คนทำป้ายก็ยังทำผิดเลย เพราะที่จริงแล้ว ถุงพลาสติกไม่เหมือนกับขยะพลาสติกอย่างอื่นนะครับ ถุงพลาสติก เป็นขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ 

ขนาดคนทำป้ายยังแนะนำผิด

ผมสงสัยว่านโยบายนี้มีประโยชน์จริงๆ สักแค่ไหนในทางปฏิบัติ เพราะถ้าสุดท้ายแล้วคนทั่วไปแยกขยะไม่ถูก หรือแยกถูกส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังแค่มีบางคนแยกไม่ถูก คนเก็บขยะก็ต้องมาแยกใหม่อยู่ดี กระบวนการก็ยังเยอะเท่าเดิม แต่ต้องวุ่นวาย ทำถังขยะหลายแบบมากขึ้น

ถ้าจะมีนโยบายที่ดีกว่านี้ ก็ควรเป็นนโยบายที่คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีความรู้ที่ซับซ้อนเกินไปถึงจะทำได้อย่างถูกต้อง หรือไม่ถ้าต้องใช้ความรู้ที่ซับซ้อน ขั้นตอนนั้นๆ ก็ควรเป็นส่วนที่ทำโดยคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ

แต่เอาเถอะ ถ้าตอนนี้ยังคิดนโยบายแบบนั้นไม่ได้ ก็ให้คนทั่วไปเป็นคนแยกขยะตามเดิมไปก่อนก็แล้วกัน

Big Data

ไม่มีคำนิยามที่แน่นอนว่า Big Data คืออะไร บ้างก็ว่าข้อมูลที่ใหญ่เกิน 1 TB เป็น Big Data ซึ่งก็ไม่ค่อยสื่อเท่าไร คนที่คิดว่า Big Data ขึ้นมาเป็นคนแรกคือ Roger Magoulas แห่ง O’Reily เมื่อปี 2006 นี่เอง เหตุผลที่เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมา เป็นเพราะคนเราอยู่กับคอมพิวเตอร์มากขึ้น ไปไหนมาไหนก็มีคอมพิวเตอร์ติดตัวไปด้วย (สมาร์ทโฟน และเซ็นเซอร์ต่างๆ) ทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลว่าใครทำอะไรที่ไหนได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเราก็หาวิธีใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์จากมัน

ลักษณะเด่นของ Big Data คือการเอาข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหา pattern อะไรบางอย่าง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผล เช่น ถ้าเราพบว่า คนที่กลับบ้านดึกในวันพฤหัส มีโอกาสที่วันศุกร์จะไปเที่ยวคาราโอเกะถึง 70% เราก็อาจจัดโปรโมชั่นเพื่อคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ทำให้ยิ่งโปรโมชั่นได้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น โดยที่ไม่ต้องสนใจว่า ทำไมคนที่กลับบ้านดึกในวันพฤหัสถึงอยากไปเที่ยวคาราโอเกะ เป็นต้น ต่อไปเราอาจไม่ต้องคิดว่ามื้อนี้จะกินอะไรดี เพราะคอมพิวเตอร์อาจเลือกให้เราได้อย่างตรงใจ โดยอาศัย pattern การเลือกกินร้านอาหารของเราในอดีต

เรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าเป็นห่วงในเวลาเดียวกันของ Big Data คือความสามารถในการทำนายพฤติกรรมล่วงหน้า ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์อาจเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเราเองเสียอีก เพราะมันจำเก่งกว่า และขุดข้อมูลได้ละเอียดกว่าเรามาก เราอาจไม่เคยสังเกตตัวเองเลยด้วยซ้ำว่า เราชอบไปคาราโอเกะในสัปดาห์ที่เรากลับบ้านดึกในวันพฤหัสทุกที แต่คอมพิวเตอร์มองเห็นพฤติกรรมนี้ของเราได้ง่ายๆ และทำนายได้ว่าเราจะทำอะไรในวันศุกร์

ถ้าหากข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ เช่น location ต่างๆ ของเรา ตกไปอยู่ในมือใครก็ได้ ความเป็นส่วนตัวของเราก็จะถูกคุกคาม เช่น คนร้ายอาจจะไปดักตีหัวเราที่ร้านคาราโอเกะวันศุกร์ก็ได้ ดังนั้น บริษัทที่เก็บข้อมูลเหล่านี้ของเราไว้ต้องน่าเชื่อถือว่าจะไม่เอาไปให้คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น พวกผู้ให้บริการมือถือ และโซเซียลมีเดียต่างๆ มีการพูดไปถึงว่า อีกหน่อย คนที่เป็นเจ้าของ Big Data คือคนที่มีอำนาจสูงสุด ซึ่งก็ได้แก่บริษัทเหล่านี้แหละ

มีการทำนายกันด้วยว่า จีนอาจกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้าน Big Data เพราะคนจีนมีเยอะ จึงเก็บข้อมูลได้มหาศาล และที่สำคัญ คนจีนไม่ค่อยหวงความเป็นส่วนตัว ยอมให้บริษัทเหล่านี้เอาข้อมูลส่วนตัวมาหาประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ (คล้ายๆ คนไทย ที่ถึงกับมีแนวคิดว่า มีแต่คนร้ายเท่านั้นที่หวงข้อมูลส่วนตัว) ในขณะที่ คนตะวันตกจะหวงข้อมูลเหล่านี้มากกว่า ทำให้บริษัทอเมริกัน เอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ไม่ได้มากเหมือนบริษัทจีน จีนจึงมีโอกาสพัฒนา Big Data ได้เร็วกว่า

ประสบการณ์ตรวจรหัสพันธุกรรม – mythaiDNA

ได้ยินมานานแล้วเกี่ยวกับการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อให้รู้ถึงข้อมูลสุขภาพบางอย่าง แต่ก็เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้าถึงเมื่อเร็วๆ นี้

ได้ยินมานานแล้วเกี่ยวกับการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อให้รู้ถึงข้อมูลสุขภาพบางอย่าง แต่ก็เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้าถึงเมื่อเร็วๆ นี้

บริการตรวจรหัสพันธุกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเองเกี่ยวกับสุขภาพอันนี้เป็นของบริษัท MyThaiDNA ซึ่งค่าตรวจก็ยังค่อนข้างจะแพงมากอยู่ แต่ผมใช้แต้มสะสมของเมืองไทยประกันชีวิตแลกมา ก็เลยไม่ต้องเสียเงิน

เมื่อสมัครเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะส่งชุดตรวจดีเอ็นเอมาให้ที่บ้าน เป็นก้านสำลี สำหรับใช้ขูดกระพุงแก้มของเรา แล้วเก็บใส่หลอดป้องกันการปนเปื้อน จากนั้นก็ส่งกลับไปยังบริษัท เพื่อตรวจ แล้วรอ จากนั้นภายใน 14 วัน เราก็จะได้รับรายงานส่งมาถึงเราทางอีเมล และหลังจากนั้นเรายังสามารถโทรคุยกับนักกำหนดอาหารเพื่อถามคำถามที่สงสัยได้ด้วย เป็นเวลา 30 นาที

ผมสงสัยตัวเองมาตลอดว่า จะเป็นคนที่ไวต่อคาร์โบไฮเดรตรึเปล่า เนื่องจากญาติทางข้างแม่หลายคนเป็นเบาหวานหนักมาก และผมเองก็เคยน้ำตาลสูงตั้งแต่อายุแค่ 30 แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อรายงานผลออกมาว่า ผมไวต่อคาร์โบในอัตราที่ปกติ แต่ก็ทำให้สบายใจ เพราะแสดงว่าเราอาจไม่ได้มีพันธุกรรมของคนที่จะเป็นเบาหวานอย่างที่คิด อาจเป็นได้ว่า ตอนวัยรุ่น ผมกินน้ำอัดลมต่างน้ำ มันคงเยอะเกินจนทำให้น้ำตาลสูง (หรือถ้าคิดในแง่ลบ เค้าตรวจพันธุกรรมเราจริงๆ รึเปล่าหว่า)

หลายอย่างที่เคยสงสัยเกี่ยวกับตัวเองก็พบว่าไม่จริงทั้งนั้น เช่น พบว่า ผมไม่ได้ไวต่อกาเฟอีนด้วย ซึ่งที่ผ่านมาผมก็สงสัยว่าตัวเองจะไวต่อกาเฟอีนมากไปรึเปล่า ที่แท้เราอาจคิดไปเอง

ผลการตรวจบอกว่า ผมควรกินอาหารแบบสมดุล คือกินได้ทั้งแป้ง โปรตีน ไขมัน ในสัดส่วนที่พอๆ กัน เพราะร่างกายไม่ได้ไวต่อคาร์โบ หรือไขมันมากเป็นพิเศษ (แต่ปัจจุบันนี้ผมเน้นกินโลว์คาร์บอยู่) ซึ่งนักกำหนดอาหารบอกผมว่า ผมค่อนข้างโชคดีด้วยซ้ำ เพราะคนส่วนใหญ่จะมีพันธุกรรมที่ควรควบคุมคาร์โบไฮเดรต หรือไม่ก็ต้องกินอาหารแบบเมเดเตอเรเนียน แต่ผมกินได้ทุกอย่าง

แต่ที่ตรวจพบปัญหาในรหัสพันธุกรรมคือ ร่างกายของผมดูดซึมโอเมก้า 3 และวิตามิน B12 ได้ไม่ดี ควรกินปลาให้มากขึ้น อย่างน้อย 3 มื้อต่อสัปดาห์

รหัสพันธุกรรมบ่งชี้ว่า ผมไม่ใช่นักชิม คือมีประสาทสัมผัสที่ไม่ไวต่อรสชาติขมและหวาน ซึ่งมีคนประมาณ 25% ที่เป็นแบบนี้ รายงานยังบอกด้วยว่า คนจำพวกนี้มักชอบกินกาแฟดำ เพราะพวกเขาไม่รู้สึกขมมากนัก ซึ่งตรงกับนิสัยผมพอดีเลย

นอกเหนือจากนั้นก็คือปัญหาใหญ่คือ ผมมีพันธุกรรมที่ไวต่อเกลือ การเผาผลาญอาหารต่ำ ทำให้อ้วนง่าย และมีแนวโน้มที่จะบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้มากกว่าปกติด้วย เป็นคนที่เหมาะกับการออกกำลังหนักปานกลาง ซึ่งบังเอิญเป็นสิ่งที่ผมทำประจำอยู่แล้ว (อันนี้น่าสนใจสำหรับหลายๆ คน เพราะสามารถดูได้ว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักวิ่งมาราธอนรึเปล่าได้ด้วย ซึ่งผมไม่ใช่)

ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดีครับ